ความผูกขาดอันชาญฉลาดของ LINE

Last updated: Sep 11, 2017  |  773 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

 

ผู้เขียน    Investon  

 

เรามักจะคิดว่า บริษัทที่ผูกขาดได้ต้องมีขนาดยักษ์ใหญ่หรืออยู่มานานพอสมควร อย่างเช่น CPALL ที่เป็นผู้ผูกขาดในธุรกิจค้าปลีก, CPF ที่เป็นเจ้าตลาดด้านการปศุสัตว์, ADVANC ที่สร้างเครือข่ายมือถือจนเป็นเบอร์ 1 ของประเทศในนาม AIS ซึ่งบริษัทเหล่านี้เองใช้ทั้งเงิน เวลา และการตลาดมากมายจนกลายเป็นจ้าวบัลลังก์ได้

 

และในความผูกขาดนั้นย่อมมีคนบางส่วนที่รู้สึกว่ามัน "ไม่เป็นธรรม" เพราะผู้บริโภคถูกจำกัดทางเลือก เหมือนกับช่วงนึงที่มีข่าวรณรงค์ให้คนไทยเลิกเข้าเซเว่นเพราะถูกผูกขาดมากไป อย่างนี้เป็นต้น

 

แต่เรากำลังเจอกับการผูกขาดอย่างไม่รู้ตัว.. จากแอพเล็กๆ อย่าง LINE

 

ที่มาของแอพนี้เกิดขึ้นหลังจากสึนามิที่ญี่ปุ่นในปี 2554 ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นการส่งข้อความแบบรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานนักก็ฮิตติดลมบนอย่างที่เราเห็น จนประเทศไทยเองใช้ไลน์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยความที่มันใช้ง่ายมาก ขนาดผู้สูงอายุที่ทั้งชีวิตอาจไม่เคยแตะคอมด้วยซ้ำ.. แต่ใช้ไลน์เป็น

 

นี่คือข้อได้เปรียบของไลน์อย่างแรก อย่างที่สองคือ เมื่อคนใช้งานมากขึ้น ไลน์ก็เริ่มเอาของมาขายมากขึ้น อย่างเช่นการขายสติกเกอร์ไลน์ ขายธีมในแอปไลน์ แม้ของเหล่านี้จะไม่ได้กินเงินผมก็จริง แต่คนรอบตัวผมแทบไม่มีใครรอด

 

อย่างที่สาม นั่นคือบริการเสริม

 

LINE Webtoon ที่ไว้อ่านการ์ตูนได้ฟรีๆ (ใครเคยอ่านคุณแม่วัยใสบ้างครับ)

LINE@ สำหรับธุรกิจหรือร้านค้า ล่าสุดมีมากกว่า 1 ล้านบัญชีแล้ว

LINE Man ไว้เป็นเพื่อนยามยากเวลาหิวแต่ไม่อยากไปข้างนอก

LINE Pay สำหรับเป็นกระเป๋าเงินออนไลน์

LINE Shop สำหรับซื้อสินค้าต่างๆ

 

จุดนี้ต่างหากที่น่าสนใจ จำนวนผู้ใช้ไลน์ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 58 ล้านคน และแต่ละคนใช้เวลาโดยเฉลี่ยราว 78 นาทีต่อวันบนแอพพลิเคชั่นนี้ คิดดูสิครับ คนใช้เวลากับมันพอๆ กันหรือมากกว่า YouTube เยอะเลย การใส่บริการเสริมลงไปก็ทำให้คนใช้งานได้ไม่ยาก เพราะทุกอย่างจบในแอพเดียว

 

ย้อนกลับไปตอนแรก ใครจะคิดว่า LINE มีอะไรมากกว่าแค่แอพที่ใช้ส่งข้อความ มาในวันนี้อาจดูผูกขาดและน่ากลัวไปสักหน่อย แต่เราคงนึกภาพในวันที่แอพ LINE หายไปจากมือถือไม่ออกแน่นอน ใช่ไหมครับ ?