3 วิธีที่จะทำให้คุณอยู่รอดจากตลาดหุ้นในปี 2018

Last updated: Jan 8, 2018  |  1740 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


Share

 

SET Index เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเรียกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับนักลงทุนก็ว่าได้ เพราะดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 วันติดจนทะลุจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อปี 2537 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการทำจุดสูงสุดใหม่ ก็หมายถึงเรากำลังอยู่ดอยใหม่ที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามันจะกลายเป็นเหวตอนไหน

 

แม้ความเชื่อที่ว่าหากตลาดหุ้นตอนสัปดาห์แรกเขียวขจี ช่วงเวลาที่เหลือทั้งปีมักจะเต็มไปด้วยการนองเลือด ก็ไม่ได้เป็นความจริงไปซะทั้งหมด เพราะนับจากปี 2009 เป็นต้นมา มีอยู่ 3 ปีที่สัปดาห์แรกปิดเขียวและทั้งปีก็ยังปรับตัวขึ้น เพราะฉะนั้นปี 2018 ก็ยังมีโอกาสที่ SET จะเป็นบวกได้

 

แต่ความน่ากลัวจริงๆ ก็คือ หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวเริ่มปรับขึ้นสูง ไม่ใช่เฉพาะหุ้นไทย ตลาดหุ้นทั่วโลกทั้งดาวโจนส์ ฮั่งเส็ง ก็ขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่กันถ้วนหน้า นั่นแสดงถึงภาวะ bullish เต็มตัวของตลาดการลงทุนทั่วโลก

 

แล้วตลาดที่แพงขึ้นทุกวันแบบนี้ ทำยังไงถึงจะรอดตายหากเกิดเหตุไม่คาดฝันล่ะ ? นี่คือ 3 วิธีที่อยากให้ท่องจนขึ้นใจทุกครั้งที่เข้าซื้อหุ้นครับ

 

 1  Margin of safety ยังเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

 

หุ้นหลายตัวขึ้นเยอะ แต่ก็มีหลายตัวที่ราคายังไม่ปรับขึ้น หากนักลงทุนตรวจสอบเป็นอย่างดีจนมั่นใจว่ากิจการนี้ดีจริง มีโอกาสเติบโต ราคาหุ้นที่ยังต่ำท่ามกลางตลาดที่ร้อนแรง จะสร้างผลตอบแทนอย่างงามได้ไม่ยาก เพราะตลาดที่เป็นขาขึ้น ทันทีที่มีคนรู้ว่าหุ้นตัวนี้ดี ราคาจะไปอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นหุ้น M หรือ KTC

 

กราฟราคาหุ้น M และ KTC ที่ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่ SET Index ทะลุกรอบ 1,650 จุด

 

 

 2  จุดตัดขาดทุนต้องมีแม้จะถือยาว หรืออย่างน้อยก็ต้องป้องกันความเสี่ยงไว้บ้าง

 

"จุดตัดขาดทุน" เป็นสิ่งที่ดูขัดๆ กับการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน เพราะยิ่งราคาลงเรายิ่งซื้อเพิ่ม แต่ถ้าราคาหุ้นมันลงเพราะตลาดโดยรวม พื้นฐานดีแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ หุ้นที่ว่าพื้นฐานเจ๋งแน่เป็นแช่แป้งอย่างปูนใหญ่ (SCC) ก็เคยร่วงจาก 250 เหลือเพียง 100 บาทมาแล้วตอน Hamburger Crisis ปี 2008 ฉะนั้นเมื่อรับรู้ได้ว่าตลาดพังจริง การถอยทัพคือสิ่งที่จำเป็นอย่างที่สุด

 

กราฟหุ้น SCC ที่ในช่วงเกิด Hamburger Crisis บริเวณด้านขวาของกราฟ ราคาหุ้นก็ร่วงจาก 280 บาทมาเหลือเพียง 100 บาท

 

แต่สำหรับบางคนที่อาจจะถือหุ้นในปริมาณมาก ไม่สามารถขายออกได้ (เช่น บัฟเฟตต์) อย่างน้อยๆ ก็ควรทยอยขายออก หรือซับซ้อนหน่อยก็อาจใช้ออปชั่นเพื่อประกันความเสี่ยงให้พอร์ตก็ได้ เพื่อลดความเสียหายของพอร์ตให้มากที่สุด

 

 

 3  ถ้าไม่มีหุ้นที่ดีพอ ไม่ต้องซื้อ

 

ข้อสุดท้ายดูง่ายๆ แต่ทำยาก ยามที่ตลาดเป็นขาขึ้นแล้วเราไม่มีหุ้นเลยเพราะหาหุ้นที่ดีพอไม่เจอ คนรอบข้างก็พร้อมถามเราเสมอว่า "ไม่ซื้อหุ้นเหรอ" ถ้าใจไม่แข็งพอ เต็มไปด้วยความโลภ การกระโดดไปทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงมักจบลงด้วยหายนะ

 

การอยู่เฉยๆ เป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่าย แต่ได้ประสิทธิภาพ เหมือนคำพูดที่ว่า "คุณจะได้กำไรจากการอยู่นิ่งๆ ไม่ใช่การเทรดดิ้ง" ขอแค่รู้จักพอและรอให้เป็น

 

(ทั้ง 3 วิธีนี้เป็นแผนสำรองในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันกับ SET index ยังไงก็ตาม การเลือกหุ้นด้วยวิธีที่ถูกต้องก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอยากศึกษาเพิ่มเรื่องการเลือกหุ้นหรือประเมินมูลค่าหุ้นยามตลาดแพงแบบนี้ แนะนำคอร์สนี้ครับ www.investing.in.th/fftc-200 สอนโดย ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์ นักลงทุนแบบ VI สายดำและยังเป็นกรรมการอิสระของบมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ครับ)

 

ไม่มีใครบอกได้ว่าตลาดที่แพงตอนนี้จะยังแพงต่อไปอีกนานแค่ไหน แต่ข่าวดีก็คือ ถ้ามองที่ PE ของตลาดตอนนี้ก็ยังถูกกว่าช่วงปี 2537 (PE ตอนนั้นประมาณ 25-30 เท่า ปัจจุบันอยู่ที่ 20 เท่า) หรือหากใช้ปัจจัยทางเทคนิคเข้าช่วย หลายคนก็เชื่อว่านี่คือ wave 3 ของขาขึ้นรอบใหม่ บางคนให้เป้า SET index 2,000 จุดก็มี

 

เหนือสิ่งอื่นใด การทำตามแผน การมีสติตลอดเวลา และการรู้จักพอ จะทำให้เราอยู่รอดในตลาดได้ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็ตาม

 


  แหล่งอ้างอิง  

ภาพประกอบบทความ : https://www.theguardian.com/commentisfree/2017/dec/09/russia-after-vladimir-putin-soviet-union