เรื่องขี้ๆ กับตลาดหุ้น

Last updated: Jan 29, 2018  |  1173 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน Mindset

 

เมื่อวันก่อน ผมได้อ่านเนื้อหานึงเกี่ยวกับเรื่องของ "ขี้" (ขอใช้คำนี้ไม่งั้นไม่ได้อารมณ์) แต่ไม่ใช่ขี้ธรรมดา มันคือเรื่องขี้ในอวกาศ !

 

เพิ่งรู้เหมือนกันว่ากระทั่งนาซ่าเองยังปวดตับกับปัญหาขี้ เพราะการขับถ่ายบนอวกาศนั้นต่างจากบนโลกมาก ตอนอยู่บนโลกมันจะมีแรงโน้มถ่วงมาช่วยให้เราปลดทุกข์อย่างสบายใจ แต่อวกาศไม่มีแรงโน้มถ่วง การขี้ในยุคแรกๆ จึงมีความเสี่ยงมากที่ขี้จะหลุดออกมาจากถุงเก็บ และลอยละล่องไปทั่วสถานีอวกาศ และยังไม่พอ ด้วยความที่อากาศเป็นระบบปิด กลิ่นมันก็ตลบอบอวนอยู่ตราบนานเท่านานด้วย

 

หรือต่อให้ทำถังเก็บและทำส้วมแบบคล้ายบนโลกแล้วก็ตาม การขี้ก็มีอุปสรรค เช่น ท่อกว้างเพียงแค่ 4 นิ้ว (เล็งไม่แม่นมี่หลุดแน่นอน) ถังเก็บที่หากเกิดการรั่วออกมา ขี้ซึ่งเป็นเกล็ดน้ำแข็งอันเนื่องมาจากอุณภูมิของอวกาศ จะแตกตัวเป็นละอองเล็กๆ และปลิวไปทั่ว เป็นต้น (อ่านบทความเต็มได้ที่ http://spaceth.co/shit-in-space/)

 

ส้วมยุคแรกๆ ในยานอวกาศ

 

เรื่องขี้นี่มันไม่ใช่ขี้ๆ ตลาดหุ้นเองก็มีเรื่องขี้กับเขาด้วย

 

ตอนวิกฤติปี 2540 ซึ่งนอกจากนักลงทุนที่จะเจ๊งระนาวแล้ว ตาสีตาสาก็เจ๊งระนาวไปด้วย เพราะยุคก่อนหน้านั้นที่หุ้นขึ้นแบบไม่พัก ใครก็รวยเพราะหุ้น จึงเกิดการบอกปากต่อปากว่า เข้ามาเล่นหุ้นสิ ไม่รวยวันนี้แล้วจะรวยวันไหน ! ไม่ใช่แค่หุ้นอย่างเดียวที่คนเข้ามาเล่น กองทุนรวมในเวลานั้นก็คึกคักไม่น้อยหน้า

 

นั่นทำให้ "นายช่วย คชสิทธิ์" หรือ "ลุงช่วย" หันมาลงทุนในกองทุนรวมของธนาคารแห่งหนึ่ง ตามคำชักชวนของพนักงานแบงก์นั้น (โดยอ้างว่าจะได้ดอกเบี้ยทุกปี และไม่ต้องกลัวสูญเงินต้น เนื่องจากรัฐบาลเป็นประกัน) แต่วิกฤติปี 40 ที่ทำให้ดัชนีร่วงจาก 1,700 จุดมาเหลือเพียง 200 จุด กองทุนรวมก็ตายตกตามกันไปด้วย และลุงช่วยก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ

 

เงินทั้งชีวิตที่เก็บมาครึ่งล้าน หายวับไปกับตา

 

ช่วงที่ดัชนีดิ่งจาก 1700 จุด มาเหลือเพียงประมาณ 200 จุด ในช่วงนั้นทำให้นักลงทุนไทยรู้ซึ้งกับคำว่า "ขายไม่ได้" เป็นครั้งแรก เพราะตลาดหุ้นเปิดปุ๊ปฟลอร์ปั๊ป ไม่มี bid เข้ามาเลย

 

จนนำไปสู่การประท้วงที่คนในแวดวงตลาดทุนไม่มีวันลืม ในเดือนสิงหาคม 2544 ลุงช่วยได้ไปประท้วงหน้าธนาคารออมสินสาขาหนึ่ง ด้วยการใช้ "ถุงขี้" ซึ่งหมักอย่างดีเป็นเวลา 7 วัน เทราดหัวตัวเอง และเดินดุ่มๆ เข้าไปในธนาคารเพื่อขอถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่เหลือทั้งหมด พร้อมประกาศว่าจะเลิกเป็นลูกค้าของธนาคารแห่งนี้ ส่วนพนักงานเองก็ดำเนินการตามคำขออย่างรวดเร็วทันใจ

 

จึงเป็นที่มาของคำว่า "ลุงช่วย ราดอึ"

 

ย้อนกลับไปที่เรื่องขี้ๆ ของนาซ่า ผมเชื่อว่าตอนส่งนักบินอวกาศออกไปยุคแรก คงไม่มีใครคำนวณหรือวิเคราะห์เรื่องขี้แบบละเอียดแน่นอน เพราะตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรน่าจะกำลังง่วนอยู่กับการจ่ายเชื้อเพลิงเอย วิถีวงโคจรเอย ระดับออกซิเจนเอย ฯลฯ

 

ก็เหมือนกับการลงทุนในช่วงที่ตลาด bullish คงไม่มีใครวิเคราะห์เรื่องขี้ๆ อย่าง money management, หุ้นติดฟลอร์, หุ้นติดแคชบาลานซ์, งบออกมาแย่กว่าเดิม หรือหุ้นไม่เป็นไปตามที่คิด สิ่งที่เรามักจะให้ความสำคัญมากกว่าก็คือ มันจะไปเท่าไหร่, ไปกี่บาท, ซื้อได้มากสุดกี่หุ้น, ข่าวบอกว่ายังไงบ้าง, นักวิเคราะห์ให้เป้าเท่าไหร่

 

ทั้งที่เรื่องเล็กๆ เหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนได้อย่างใหญ่หลวง และส่งผลกระทบต่อใจของนักลงทุนเองด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมมติเรามั่นใจในหุ้นตัวหนึ่งมากๆ แล้วใส่เงินไป 100% ของพอร์ต แน่ล่ะมันอาจไป 20 บาทได้ แต่หากวันพรุ่งนี้ราคาร่วงไป 10% หรือ 20% จำนวนเงินที่หายไปหลายแสนบาทในวันเดียว เราทำใจได้ไหม และแผนแก้เกมเราคืออะไร (ซื้อเพิ่ม ถือเหมือนเดิม หรือแบ่งขาย) นี่คือเรื่องขี้ๆ ที่ไม่มีใครคิด

 

จังหวะที่หุ้น CPALL ย่อตัวลงมา 40% แม้หลายคนจะรู้ว่าราคาไปได้อีกไกล แต่จุดที่ราคาย่อตัวมากว่าร้อยละสี่สิบ สภาวะจิตใจเราทนได้แค่ไหน สมมติทุนตอนแรกคือ 1 ล้าน พอร์ตโตไป 10 ล้าน แล้วหล่นเหลือ 6 ล้าน เราเตรียมใจสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้แล้วหรือยัง

 

และเรื่องขี้ๆ เหล่านั้นอาจทำให้เราเดือดร้อนได้ เหมือนนักบินอวกาศที่ต้องทนทรมานกับขี้ในยุคแรกๆ เลย

 

 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk

การขี้ในอวกาศ : http://spaceth.co/shit-in-space/

การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ (ที่โลกลืม) : https://blogazine.pub/blogs/popculture/post/3101

ประสบการณ์ กับชีวิตนักลงทุน : https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=prachaya555