ซื้อแบบ buy on dip หรือ break out ดีกว่ากัน

Last updated: Feb 1, 2018  |  9903 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

สำหรับเทรดเดอร์ที่เป็นสาย trend following ไม่ว่าจะถือในไทม์เฟรมใหญ่หรือเล็กก็แล้วแต่ การหาจังหวะเข้าหรือแก้เกมในหุ้นสักตัวจะมีอยู่สองแบบ นั่นคือซื้อเมื่อทะลุกรอบราคาเดิม (breakout) หรือซื้อเมื่อย่อตัว (buy on dip)

 

การซื้อเมื่อ breakout ข้อดีของวิธีนี้คือมันจะเป็นจังหวะเข้าที่เร็วที่สุด เนื่องจากหุ้นที่จะเป็นขาขึ้นต้องมีการทะลุของกรอบราคา และในหลายๆ กรณีมันก็เป็นจังหวะเข้าที่ได้ต้นทุนดีที่สุดด้วย

 

 

 

 

ในรูปนี้คือหุ้น CBG ประมาณเดือนกันยายนปีก่อน ราคาหุ้นเบรคแนวต้านมาพร้อมกับวอลุ่ม และราคาก็วิ่งอย่างเร็วจาก 78 บาทไปสูงสุดที่ 106 บาท

 

 

 

 

หรืออย่างในกรณีของหุ้น CRANE ที่ราคาหุ้นเบรคเทรนด์ไลน์ขึ้นมาได้เมื่อกรกฎาคมปีก่อน ก็มีการย่อเพียง 3-4 วันแล้วก็วิ่งฉิวไปกว่า 50%

 

 

คราวนี้มาดูแบบ buy on dip กันบ้าง จังหวะเข้าซื้อแบบนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอะไรก็ตามที่ขึ้นไปแรงย่อมต้องหล่นลงมา และหุ้นที่ break out พร้อมวอลุ่มมหาศาลก็เป็นหนึ่งสิ่งที่สอดคล้องกับสมมติฐานดังกล่าวด้วย ถ้าให้วิเคราะห์แบบเป็นเหตุผลก็คือ เมื่อราคาหุ้นพุ่งทะลุขึ้นมาอย่างรุนแรงย่อมดึงดูดฝูงชนจำนวนมาก แต่การที่ราคาจะไปต่อได้ไกลแบบไม่มีอะไรขวางนั้น "คนคุมเกม" ต้องสะบัดนักลงทุนออกไปให้เหลือน้อยที่สุดซะก่อน เพื่อ 1) เก็บของวันกับตัวให้มากที่สุด 2) ถ้าไม่สะบัดคนออก ระหว่างที่ราคาขึ้นอาจมีแรงขายออกมาได้

 

หุ้นบางตัวที่หลังจาก break out อย่างรุนแรง จึงเกิดสภาพอย่างที่เห็น

 

 

 

 

หุ้น YUASA หลังจากที่ราคาเบรครอบแรกก็เกิดการพักตัวเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน ก่อนที่จะมีการวิ่งขึ้นครั้งใหญ่จาก 8 บาทไป 30 บาท 

 

 

 

 

หุ้นอีกตัวคือ ASIAN หลังจากราคาเบรครอบแล้วได้แล้ว ก็พักตัวอีกเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะวิ่งจาก 5 บาทไป 17 บาท

 

 

มันเป็นช่วงเวลาที่เทรดเดอร์สไตล์ break out ต้องกระอัก แต่นี่คือจังหวะทองของเทรดเดอร์สไตล์ buy on dip ยิ่งจังหวะที่ราคาหุ้นลงมาแตะแนวรับบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเส้นค่าเฉลี่ย ราคาจิตวิทยา หรือ high ก่อนหน้า มันก็คือโอกาสทองของการซื้อเมื่อย่อตัวนั่นเอง สต๊อปลอสต่ำ แถมได้ต้นทุนที่ถูกกว่าคนที่ซื้อเมื่อ break out ด้วย

 

 

 

 

มาดูหุ้น ASIAN อีกรอบ หากเราไม่ซื้อ ณ ตอนเบรคแท่งแรก (ลูกศรสีแดง) แล้วรอซื้อแบบ buy on dip ที่เส้น EMA55 (ลูกศรสีฟ้า) เราจะได้ต้นทุนที่ประมาณ 3.30 บาท ซึ่งถูกกว่าการซื้อตอนเบรคที่ราคา 4 บาทประมาณ 17%

 

 

 

 

หุ้น PCSGH ในภาพ week ราคาเบรคที่ประมาณ 8.50 บาท (ลูกศรสีแดง) แต่ถ้าเรารอซื้อตอนย่อตัวที่เส้น EMA15 (ลูกศรสีฟ้า) ก็จะได้ต้นทุนแถว 8.10 บาท ถูกกว่าราคาตอนเบรคประมาณ 4-5% ต้องรอดูต่อไปสำหรับตัวนี้ว่าหลังจาก buy on dip แล้วราคาจะฟื้นตัวและวิ่งต่อหรือไม่

 

 

 

 

หุ้น IPO อย่าง SQ ก็ทำทรงคล้ายๆ กัน เบรคที่ราคา 6.30 บาท (ลูกศรสีแดง) แล้วย่อตัวประมาณ 1 เดือน ในระหว่างนั้นราคาก็ลงมาทดสอบ EMA55 ทั้งสิ้นสองครั้งที่ราคาแถวๆ 6 บาท หากซื้อแบบ buy on dip จะได้ต้นทุนที่ถูกลงประมาณ 5% 

 

 

 

แต่วิธีนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เหตุผลคือการเข้าซื้อขณะที่ราคายังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ราคาย่อมมีโอกาสเป็นขาลงมากกว่าหุ้นที่ break high ขึ้นไปเรื่อยๆ นอกจากนั้นจังหวะย่อที่เราซัดเข้าไป ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไหร่มันจะทำ high ใหม่ โชคดีอาจจะพักตัวแค่ไม่ถึงเดือนแล้วไปต่อ หรือขำๆ อาจต้องถือครึ่งค่อนปีก็มี

 

 

 

หุ้น SE เกิดการเบรคเอ้าท์หลังจาก IPO เข้ามาไม่นานนัก แต่อาจเป็นเพราะราคาหุ้นยังไม่พ้นราคาเปิดตอนเข้าตลาดวันแรก จึงทำให้ราคาหุ้นโดนทุบลงต่อ ดังนั้นคนที่เข้าซื้อแบบ buy on dip (ลูกศรสีฟ้า) บริเวณเส้น EMA55 และแนวต้านเก่าเส้นสีขาว ก็จะโดน stoploss

 

 

 

 

หรืออย่างหุ้น UVAN ที่ราคาเบรคเทรนด์ไลน์เส้นสีเขียวมาได้ (ลูกศรสีแดง) สักพักราคาก็ย่อตัวมาบริเวณเส้น EMA55 หากเราเคาะขวาที่จุดนั้นก็จะต้องสต๊อปลอสอีกเช่นกัน (เพราะราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย)

 

 

 

การที่เทรดเดอร์ทั้ง 4 ในหนังสือ Momentum Masters บอกว่าเขาจะซื้อหุ้นตอน break out เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่านี่คือวิธีการที่เจ๋งและวิธีอื่นห่วยแตก การหาจังหวะซื้อ (หรือขาย) ที่เหมาะสม ยังต้องพิจารณาเรื่องอื่นประกอบด้วย เช่น

 

 1  วิธีการเทรดที่ใช้

 2  ไทม์เฟรมที่ใช้เป็นประจำ

 3  ความชอบและความถนัด

 

ทั้งสองวิธีก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย การซื้อแบบ break out ข้อดีคือได้ต้นทุนที่อาจจะดีสุด หุ้นวิ่งไวสุด แต่ข้อเสียคือมันอาจย่อนาน ส่วนการซื้่อแบบ buy on dip แน่นอนว่าได้ต้นทุนที่ต่ำ แต่ต้นทุนที่ต่ำก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ราคาจะลงต่อได้ และราคาหุ้นก็อาจพักตัวนานหลายเดือน

 

ขึ้นอยู่กับการปรับใช้และความถนัดส่วนบุคคลครับ


-โอ้ต-

 

 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk