เงินดิจิตอลช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทได้ยังไง

Last updated: Feb 11, 2018  |  1789 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

 

ถ้าอยากเพิ่มกำไร มีอยู่สองวิธีพื้นฐานที่ทุกคนรู้กันดีก็คือ เพิ่มรายรับ กับลดรายจ่าย ซึ่งในบางสภาวะเศรษฐกิจการเพิ่มรายรับอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก (เพราะนั่นคือเรื่องของปัจจัยภายนอก) การปรับลดค่าใช้จ่ายอาจทำได้ง่ายและเห็นผลไวกว่า ลองคิดเลขแบบเล่นๆ ว่าสมมติกิจการแห่งนึงมีรายได้ 100 ล้าน ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ 90% เหลือกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท แต่ถ้ากิจการสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายให้เหลือสัก 85% ได้ กำไรสุทธิก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 50% ทันทีโดยไม่ต้องหาลูกค้าเพิ่มเลย


การปรับลดค่าใช้จ่ายนั้นอาจทำได้ทั้งปิดไฟ ปิดน้ำที่ไม่ได้ใช้ ปรับลดเวลาเปิดแอร์ หรือกระทั่งการรีดนมออกให้หมดจากถุงในร้านกาแฟก็ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ อย่างกรณีของ Starbucks ที่เพียงแค่เปลี่ยนวิธีรีดนมก็ประหยัดเงินได้ถึง 20 ล้านเหรียญ (เหมือนเคยอ่านผ่านๆ หากข้อมูลผิดไปสามารถท้วงติงได้ในเพจครับ)


แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ICO และ cryptocurrency กัน


เมื่อพูดถึงสกุลเงินดิจิตอล (cryptocurrency) คำแรกที่จะต้องผุดขึ้นมาในความคิดก็คือ Bitcoin เพราะนี่คือสกุลเงินดิจิตอลที่นิยมและรู้จักกันมากที่สุด ประโยชน์ของมันก็คือใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ต้องระบุตัวตน ค่าธรรมเนียมต่ำ และการมีอยู่อย่างจำกัด (ขณะที่เงินดอลล่าร์พิมพ์ออกมาได้ตามใจสั่ง) หลายคนจึงเชื่อว่าเงินดิจิตอลเหล่านี้จะสามารถมาแทนที่เงินในปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ได้ จึงก่อให้เกิดสกุลเงินต่างๆ เพิ่มมาอีกหลายสกุล ไม่ว่าจะเป็น Ripple, Etherium, Zcoin (ตัวนี้คนไทยเป็นผู้พัฒนานะครับ) และอีกหลายๆ ตัวที่ไม่ได้กล่าวถึง


สิ่งที่ทุกตัวเหมือนกันก็คือ มันทำงานอยู่บนเทคโนโลยีที่เรียกว่า blockchain อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ แต่เดิมนั้นข้อมูลการทำธุรกรรมต่างๆ จะถูกเก็บไว้ที่เซิฟเวอร์ของธนาคาร ถูกต้องไหมครับ หากมีแฮกเกอร์มือดีสักคนไปแก้ไขข้อมูลใหม่ ทุกอย่างก็สบาย เงินถูกแฮคไปใข้ได้แบบไม่มีใครรู้ แต่ในกรณีของสกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้ ข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดจะถูกกระจายอยู่ในคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง และคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องนี้เองจะเป็นผู้บันทึกรายการทำธุรกรรมต่อไปเป็นทอดๆ หากใครมาแก้ไขข้อมูลเพียงบรรทัดเดียวหรือตัวอักษรเดียว ข้อมูลนั้นจะไม่ตรงกับคอมพิวเตอร์ (หรือหน่วยเก็บข้อมูลตัวอื่น) ทันที และไม่ตรงกับรายการธุรกรรมที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นด้วย เนื่องจากรายการธุรกรรมที่ต่อเนื่องกันจะมีการอ้างอิงรายละเอียดของธุรกรรมก่อนหน้า ซึ่งการที่เอาข้อมูลมาต่อเนื่องกันแบบนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า blockchain นั่นเอง


แล้วคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลจะเอามาจากไหน ? ก็มาจากคนที่ทำการขุดเหมืองอย่างที่เราได้ยินกัน คนที่คอยขุดเหมืองเงินสกุลดิจิตอลเหล่านี้ ความหมายที่แท้จริงก็คือกำลังใช้ทรัพยากรที่ตนมีในการช่วยประมวลข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเนื่องจากการเข้ามาช่วยต้องมีการให้ค่าตอบแทน ระบบจึงมอบเหรียญสกุลเงินดิจิตอลให้ จึงกลายเป็นเหมือนว่าเรากำลังขุดเหมืองเพื่อหาเหรียญเหล่านั้น


 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขุดเหรียญ


ซึ่งถ้าใครไม่อยากขุดเหรียญให้เหนื่อย ก็สามารถนำเงินจริงๆ ที่มีมาซื้อเหรียญเหล่านั้นได้ จึงก่อให้เกิดการเทรดเหรียญ cyrpto ในปัจจุบัน อย่างสกุลเงิน Bitcoin นั้นราคาล่าสุดก็อยู่ที่ประมาณ $8,800


แพงไหมครับ ? เหรียญเพียงเหรียญเดียวมีมูลค่าประมาณ 270,000 บาท ในตอนแรกนั้นเหรียญ Bitcoin มีราคาไม่ถึง $1 ด้วยซ้ำไป ทำให้ตอนนี้เวลามีใครประกาศว่าจะขายสกุลเงินดิจิตอลชนิดใหม่ก็มักจะได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระบวนการออกเหรียญใหม่นี้เรียกว่า ICO หรือ Initial Coin Offering (คล้ายคำว่า IPO ของหุ้น)


ที่เกริ่นมาเสียยืดยาว เพราะมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ประเทศไทยเรากำลังเจออยู่ครับ


ช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัท JMART ได้ออกประกาศว่าจะเป็นเอกชนไทยรายแรกที่ทำเงินสกุลดิจิตอล โดยใช้ชื่อว่า Jfin Coin และจะเริ่มการจองซื้อเหรียณครั้งแรกระหว่างวันที่ 14-28 กุมภาพันธ์นี้ ในราคาเหรียญละ $0.20 หรือเหรียญละ 6.60 บาท


บรรยากาศงานเปิดตัว Jfin Coin


จุดประสงค์ที่ JMART จะทำเงินสกุลดิจิตอลของตัวเองออกมา เราต้องย้อนกลับมาที่ตัว JMART ครับ ว่าธุรกิจในเครือของเขามีอะไรบ้าง ซึ่งก็มีทั้งการขายมือถือ และการปล่อยสินเชื่อ


เมื่อ JMART ระดมเงินจากการทำ ICO ได้สำเร็จ เงินที่ได้ก้อนแรกก็จะนำไปพัฒนาระบบเพื่อรองรับสกุลเงิน Jfin Coin และยังจำเรื่องการขุดเหมืองได้ไหมครับ ? คนที่มาขุดเหรียญ Jfin Coin ก็จะได้เหรียญเป็นรางวัลตอบแทนในการที่ช่วยตรวจสอบและบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรม ยิ่งขุดเยอะ ก็ยิ่งประมวลผลการทำธุรกรรมได้เยอะขึ้น


นี่คือสิ่งที่ JMART ต้องการ คือการนำระบบโครงข่ายของคนที่ขุดเหล่านี้ มาเป็นฐานการประมวลผลข้อมูลในการทำ P2P lending ในอนาคต เพราะตอนนี้ตัวกลางทางการเงินเพียงอย่างเดียวที่เรามีก็คือธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ใครจะกู้ก็ต้องขอเอกสารยุ่งยากมากมาย การรออนุมัติก็ต้องใช้เวลา ส่วนคนที่มีเงินทุนและนำมาฝาก ก็ได้ดอกเบี้ยแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน การถือกำเนิดของ P2P lending จึงเป็นการมาอุดช่องโหว่ตรงนี้ ผู้กู้ได้เงินไวขึ้น ส่วนผู้ให้กู้ก็ได้ผลตอบแทนมากขึ้น และ JMART จะใช้เทคโนโลยี blockchain ซึ่งได้มาจากการออกสกุลเงินดิจิตอลของตน เพื่อประมวลผลการทำธุรกรรมทั้งหมด ทั้งปลอดภัยกว่าและประหยัดต้นทุนกว่า ส่วนผู้ที่ซื้อเหรียญ Jfin Coin แต่แรก ก็ได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย และนอกจาก JMART แล้ว อีกสองบมจ.ยักษ์ใหญ่ก็กำลังมีการศึกษาเรื่อง ICO นั่นคือ WHA และ ORI


กลับมาที่ตอนต้นของบทความที่ผมพูดถึงการลดต้นทุนของบริษัท ในกรณีของ JMART อาจมองเห็นประโยชน์ตรงนี้ไม่ชัดนัก (เพราะบริษัทเน้นการทำ ICO เพื่อนำ blockchain มาใช้) แต่ในกรณีของ WHA และ ORI มันชัดมาก เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 2.22 เท่าและ 2.45 เท่าตามลำดับ หากบริษัทสามารถออก ICO จนระดมเงินก้อนได้ เงินก้อนนั้นจะมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำมาก


ในงบกำไรขาดทุนงวดล่าสุด WHA มีดอกเบี้ยจ่ายอยู่ 406 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของรายได้รวม


ORI มีดอกเบี้ยจ่ายอยู่ 146 ล้านบาท คิดเป็น 7.45% ของรายได้รวม

 

ถ้าสองบริษัทนี้สามารถใช้ ICO มาเพื่อลดต้นทุนทางการเงินได้สัก 1/4 ของที่กำลังจ่ายอยู่ตอนนี้ กำไรสุทธิใน bottom line ย่อมมากขึ้น แต่ยังไงก็ตามการออกเหรียญสกุลเงินดิจิตอลยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศไทย อย่างน้อยวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ที่ JMART เปิดให้จอง Jfin Coin วันแรก เราก็จะได้รู้กันว่ากระแสเงินดิจิตอลในบ้านเราจะดีมากน้อยเพียงใด ตอนนี้ได้ยินมาว่าก็มีบริษัทจดทะเบียนอีก 4-5 รายที่สนใจเรื่องนี้เช่นกัน


เป็นอีกเทรนด์ที่น่าจับตามองครับ

 

-เอก-

 

 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk

ข้อมูลเหรียญ Jfin Coin : https://www.jfincoin.io/

WHA สนใจออก ICO ระดมเงินต้นทุนต่ำ คาดได้ข้อสรุปปีนี้ : http://www.thansettakij.com/content/255489