หุ้นที่ดีควรมี PE กี่เท่า

Last updated: Feb 13, 2018  |  2606 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน Mindset

 

เมื่อ 2-3 ปีก่อน ทีมงานของผมคนนึง (ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน) เพิ่งเริ่มศึกษาการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานใหม่ๆ ซึ่งคนที่เริ่มเป็นวีไอช่วงแรกนั้นมักมีความเชื่อกันว่า "หุ้นดี ต้องพีอีต่ำ" เพราะแน่นอนว่า พีอีต่ำ คือราคาหุ้นเมื่อเทียบกำไรสุทธิแล้วไม่สูงมาก ใช้เวลาไม่กี่ปีกำไรสุทธิที่กิจการทำได้ก็มากกว่าต้นทุนที่เราซื้อทั้งหมดแล้ว การหาหุ้น PE ต่ำจึงเป็นการป้องกันตัวเองในเรื่องความเสี่ยงที่ "อาจจะ" ซื้อหุ้นแพงเกินไปได้


ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือกซื้อหุ้นเฉพาะที่ PE ไม่เกิน 10 เท่า หรือเต็มที่ไม่เกิน 15 เท่า


จนมีช่วงหนึ่งที่หุ้นชั้นดีอย่าง CPALL ถูกเทขายอย่างหนักจนราคาต่ำกว่า 40 บาท (ในกรอบสี่เหลี่ยมของรูปด้านบนสุด) นับเป็นราคาที่ถูกที่สุดในรอบหลายปี เมื่อผมสอบถามเขาว่าตอนนั้นได้เข้าซื้อไปบ้างหรือไม่ คำตอบก็คือ "ไม่ได้ซื้อ เพราะพีอียังสูง ตั้ง 30 เท่ากว่า รอให้ PE เหลือสัก 10 เท่าแล้วจะเข้าซื้อครับ"


อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า หุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงอย่าง CPALL นั้นแทบไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่ PE เหลือเพียง 10 เท่า อาจมีเพียงแค่ช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ในเวลานั้น เหตุการณ์ที่ CPALL เผชิญเป็นเพียงข่าวร้ายแบบครั้งคราว และตลาดหุ้นรวมถึงเศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังสนใส จังหวะเวลานั้นจึงเปรียบเสมือนของเซลล์ส่งท้ายปี ให้นักลงทุนได้เลือกซื้อหุ้นราคาถูก และไม่ใช่เฉพาะกับหุ้นอย่าง CPALL หุ้นตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นตัวใหญ่ตัวเล็ก ต่างก็เคยมีช่วงเวลาทองกันทั้งนั้น


สิ่งที่ทีมงานผมคนนี้ได้ตัดสินใจมันก็ไม่มีผิดหรือถูก เพราะ ณ ปัจจุบันเขาก็สามารถลงทุนจนได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจด้วยวิธีการที่เขาถนัด แต่สิ่งที่ยกตัวอย่างมาในวันนี้ก็คือ หุ้นที่ดี ไม่ได้จำกัดว่าต้องมี PE ต่ำหรือสูง เพราะมันขึ้นอยู่กับ "จริต" และ "สไตล์" การลงทุน


หากเน้นซื้อของถูก คุณภาพปานกลาง นักลงทุนย่อมมีความเสี่ยงในเรื่องของราคาหุ้นไม่มาก แต่จะมีความเสี่ยงในเรื่องของตัวกิจการแทน เพราะค่าพีอีที่ต่ำ ในสภาวะปกตินั้นมักจะเป็นหุ้นที่ผลกำไรคาดการณ์ได้ไม่แน่ไม่นอน


หากเน้นซื้อของแพงหน่อย แต่คุณภาพดี นักลงทุนย่อมมีความเสี่ยงในราคาหุ้นที่ซื้อมาสูงเมื่อเทียบกับกำไร แต่มีความเสี่ยงในเรื่องตัวกิจการต่ำลง เพราะได้เข้าลงทุนในหุ้นของกิจการชั้นยอด ที่ไม่มีวันเจ๊งง่ายๆ


หรือหากต้องการซื้อของถูก และมีคุณภาพดี ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ข้อเสียคือมันเป็นกลยุทธ์ที่ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างเช่นหุ้น CPALL หรือ WHA หรือ EA การจะรอให้ค่าพีอีลงมาเหลือหลักสิบเท่าต้นๆ นั้นเป็นเรื่องยากมาก นอกจากจะเกิด crisis อย่างรุนแรง ฉะนั้นหากอยากได้ของดีราคาถูก ต้องถามตัวเองว่าอดทนรอได้ไหม และจะเสียโอกาสแค่ไหนหากเรารอมันนานเกินไป


ไม่ว่าจะซื้อของดีในราคาที่เหมาะสม หรือซื้อของปานกลางในราคาถูก ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดีได้ หากมันเข้ากับจริตและนิสัยของตัวนักลงทุนเอง

 

-เอก-

 

 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk