ปตท.แตกพาร์แล้วหุ้นจะขึ้นไหม

Last updated: Feb 19, 2018  |  9902 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


เมื่อหุ้นตัวหนึ่งมีราคาที่ขึ้นไปสูงมากๆ จนราคาเกินหลักสิบหรือหลักร้อยบาท หลายๆ บริษัทจะนิยมทำการ "แตกพาร์" หรือคำแบบเป็นทางการก็คือ "เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้" ซึ่งหลังจากแตกพาร์แล้ว ราคาหุ้นที่ได้ก็จะต่ำลงกว่าเดิม เช่น หุ้น XYZ มีราคา 100 บาท มีพาร์อยู่ที่ 10 บาท และมีหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 1 ล้านหุ้น เท่ากับว่ามูลค่าตลาดในตอนนี้คือ 100 ล้านบาท ต่อมาบริษัทได้แตกพาร์จาก 10 บาทมาเหลือ 1 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนหุ้นจะมากขึ้นอีกสิบเท่า กลายเป็นตอนนี้มีหุ้นทั้งหมด 10 ล้านหุ้น แต่มูลค่าตลาดยังมี 100 ล้านบาทเท่าเดิม ดังนั้นราคาหุ้นหลังแตกพาร์ก็จะเหลือ 10 บาทต่อหุ้น (100 ล้านบาท / 10 ล้านหุ้น)


แล้วทำไปทำไม ? สาเหตุหลักก็คือราคาหุ้นที่สูงเกินไปนั้นทำให้สภาพคล่องในหุ้นไม่ค่อยดีนัก การแตกพาร์จะทำให้ราคาหุ้นถูกลงและ "รายย่อย" สามารถเข้ามาร่วมวงได้มากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น มันจึงทำให้หลายๆ คนเชื่อว่า เมื่อมีรายย่อยเข้ามาร่วมวงมากขึ้น ราคาหุ้นย่อมวิ่งไปเร็วกว่าก่อนแตกพาร์ ยกตัวอย่างเช่น หุ้น TASCO



หุ้น TASCO มีการแตกพาร์จาก 10 บาทเหลือ 1 บาท โดยเริ่มซื้อขายด้วยพาร์ใหม่ในวันที่ 22 เมษายน 2015 (เส้นแนวตั้งสีฟ้าที่ติ๊กไว้) จะเห็นว่าวอลุ่มมีการเพิ่มขึ้นสูงกว่าก่อนหน้านี้มาก และราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นอย่างแรงหลังจากนั้นไม่นานนัก





อีกตัวอย่างคือ PB (ทำขนมปังฟาร์มเฮ้าส์) แตกพาร์จาก 10 บาทเหลือ 1 บาท เริ่มซื้อขายด้วยพาร์ใหม่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2011 แม้วอลุ่มการซื้อขายหลังจากนั้นจะแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะหุ้นตัวนี้มีแต่คนซื้อเก็บ ไม่ค่อยขาย) แต่ราคาหุ้นก็ยังวิ่งขึ้นต่อเนื่อง


ซึ่งนั่นก็ทำให้กระแสข่าวของ PTT ที่อาจจะมีการแตกพาร์ถูกจับตามองทุกขณะ เพราะนักลงทุนคาดหวังกันมากว่าการแตกพาร์ครั้งนี้จะทำให้หุ้น PTT ซึ่งเป็นหุ้นมหาชนกลับมาวิ่งเป็นกระทิงดุได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจสรุปได้ว่าการแตกพาร์จะทำให้หุ้นขึ้นทุกครั้งไป เนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลให้หุ้นขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าที่ตราไว้ แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น ปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มราคา ณ ช่วงเวลานั้นด้วย





หุ้น AOT ที่เพิ่งแตกพาร์ไปเมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้วเป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ทุกคนรู้ว่านี่คือหุ้นพื้นฐานดี การแตกพาร์ย่อมทำให้มีคนเข้ามาร่วมวงมากขึ้น และราคาหุ้นน่าจะวิ่งฉิวได้อย่างแน่นอน ! แต่หากเราลองปิดกราฟด้านขวา จะเห็นชัดว่าราคาหุ้นนั้นอยู่ในกรอบไซด์เวย์อยู่ ดังนั้นหลังจากแตกพาร์แล้วราคาก็ร่วงไปประมาณ 10% และใช้เวลาเกือบๆ 2 เดือนถึงจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง





ตัวอย่างคลาสสิคอย่าง BANPU ที่แตกพาร์เมื่อ 26 กันยายน 2013 ราคาก็ยังร่วงต่อตามแนวโน้มขาลงเดิมไม่หยุด





หุ้น VIBHA แตกพาร์เมื่อ 22 พฤษภาคม 2015 หลังจากที่แตกพาร์แล้วราคาก็ยังนิ่งๆ ไปอีกหลายเดือน ก่อนจะสามารถทะลุกรอบราคาเดิมได้แล้วเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่





หรือกระทั่งหุ้น WHA ที่ตอนแตกพาร์เมื่อ 6 พฤษภาคม 2015 แม้ราคาจะเพิ่งทะลุแนวต้านสำคัญมาไม่นานนัก แต่ราคาก็ร่วงลงหลังจากแตกพาร์ราวๆ 30-40%


ดังนั้น การแตกพาร์ของหุ้นไม่ได้เป็น indicator ที่คอยบอกว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่สิ่งที่บอกได้คือปริมาณการซื้อขายย่อมเพิ่มขึ้นแน่นอน ถ้าราคาเป็นขาขึ้น หุ้นตัวที่เพิ่งแตกพาร์ก็พร้อมที่จะวิ่งแบบไม่มีอะไรหยุดมาได้อย่าง AOT และ TASCO แต่ถ้าราคาเป็นขาลงอยู่แล้ว การแตกพาร์ก็ไม่ได้มีผลให้ราคาหุ้นฟื้นเป็นขาขึ้นทันทีครับ


-โอ๊ต-

 

 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk