คุณใช้เวลากับตลาดหุ้นวันละกี่ชั่วโมง

Last updated: Mar 8, 2018  |  1032 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset หุ้นและการลงทุน

 

ว่ากันว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็จะอยู่ที่นั่น


ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ดี คนที่ทำงาน 12 ชั่วโมงย่อมได้ค่าแรงมากกว่าคนทำงาน 8 ชั่วโมง คนทำการตลาดกว้างกว่าย่อมเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า และอีกหลายสิ่งอย่างที่คอยบอกเราว่า ใส่ input ให้มาก แล้ว output จะมากตาม


ถ้าอย่างนั้น คนที่ใช้เวลาอยู่กับตลาดหุ้นมากๆ ก็ต้องได้เปรียบคนที่ใช้เวลากับมันน้อยกว่าสิ


มาฟังเรื่องราวของคนสองคนที่ชื่อสมชายและสมศรีกันครับ (เนื้อเรื่องนี้เป็นการสรุปมาจากบทความของคุณเซียว จับอิดนึ้ง อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://zyo71.blogspot.com/2017/04/blog-post_7.html?m=1)


คุณสมชาย เป็นพนักงานประจำคนหนึ่งที่สนใจการเทรดหุ้น เดิมทีนั้นเขาเป็นคนขยันทำงานมากๆ รับผิดชอบงานได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่หลังจากที่เห็นว่าการเทรดมันให้ผลตอบแทนที่ดีกว่างานประจำ เขาก็เริ่มมีความคิดที่จะลาออกจากงาน เพื่อมาเป็น fullte trader อิสระภาพที่ทุกคนใฝ่ฝัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้เวลากับการเทรดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกมาเทรดเต็มเวลา


เมื่อเขาใส่ใจกับการเทรด งานประจำที่เคยรับผิดชอบอยู่ก็เริ่มทำไม่ทันบ้าง ทำไม่เสร็จบ้าง ท้ายที่สุดจึงถูกเชิญให้ออกจากงานประจำ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คุณสมชายคิดไว้อยู่แล้วว่าสักวันมันต้องมาถึง และเขาเองก็พร้อมแล้วสำหรับการลาออกครั้งนี้ ! (แถ่นแทนแท๊น) เมื่อบทบาทของพนักงานกินเงินเดือนจบลง คุณสมชายก็มีเวลามากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น ลงคอร์สสัมมนาต่างๆ มากขึ้น แม้จะไม่มีเวลาสำหรับการสังสรรค์หรือใช้เวลาทำงานอดิเรกเลย แต่สิ่งที่ได้ทดแทนก็คือความรู้ทร่มากขึ้นตามตัว เทรดกระดาษที่เคย backtest มาก็ได้กำไรตลอด แล้วจะไม่รอดได้อย่างไร


ในกรณีของคุณสมชาย เมื่อถึงเวลาจริงนั้นระบบเขาก็ใช้ได้ตามปกติ เพียงแค่มีบางครั้งที่มันเจอ error บ้าง แต่เขากลับทนไม่ได้ หันไปใช้วิธีการใหม่เรื่อยๆ จนสุดท้ายเงินทุนก็ลดลงจนติดลบมหาศาล เพราะไม่เข้าใจในธรรมชาติของวิธีการลงทุนแต่ละแบบที่ใช้


คราวนี้มาที่คุณสมศรีกันบ้าง (แต่ละชื่ออินเตอร์ทั้งนั้นเลย) คุณสมศรีเป็นพนักงานประจำเฉกเช่นเดียวกับคุณสมชาย และเพิ่งจะเป็นคุณแม่มือใหม่ที่เตรียมลาคลอดแล้วด้วย ซึ่งคุณสมศรีรู้ว่าการพักงานครั้งนี้รายได้ต้องลดลงอย่างแน่นอน จึงศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นเอาไว้ เพราะเห็นว่าเป็นทางเลือกที่สามารถสร้างเงินได้แม้ไม่ต้องเข้าไปบริษัท แต่โจทย์ของคุณสมศรีก็คือจำเป็นต้องเลี้ยงลูก เพราะฉะนั้นวิธีการลงทุนที่ใช้ก็ต้องสอดรับกับเวลาว่างที่ตนเองมีด้วย ซึ่งตกวันละ 2-3 ชั่วโมง คุณสมศรีจึงตัดสินใจเทรดด้วยกราฟไทม์เฟรม day แล้วเลือกที่จะรันเทรนด์เป็นหลัก


ระหว่างที่กำลังอุ้มท้องอยู่ คุณสมศรีก็วางแผนระบบและวิธีการที่จะใช้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเทรด แม้บางครั้งจะเจอ error ในการเทรดจนทำให้เขวและท้ออยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น และให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ระบบการลงทุน ท้ายที่สุดก็สามารถทำเงินได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน และมีเวลาเพียงพอที่จะทำงานบ้านอื่นๆ หรือเลี้ยงลูก


คุณสมชายใช้เวลาอยู่กับตลาดหุ้นมากกว่าคุณสมศรีมากมายนัก แต่ทำไมถึงยังขาดทุนอยู่


เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องของเวลาที่เราจ่ายไปว่ามากแค่ไหน แต่อยู่ที่คุณภาพของเวลาที่ได้ใช้เสียมากกว่า คุณสมชายใช้เวลากับหุ้นเยอะมาก แต่เพราะความไม่เช้าใจในระบบการลงทุน ไม่รู้สภาพจิตใจตนเองว่าทนรับความผันผวนได้แค่ไหน ต่างกับคุณสมศรีที่ใช้เวลาน้อยกว่าและสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า อีกทั้งยังมีเวลาเหลือในการใช้ชีวิตในฐานะของคนเป็นแม่บ้านและคุณแม่มือใหม่


เรื่องการใช้เวลากับตลาดหุ้นมากหรือน้อยนั้น ถ้าจะให้แบ่งง่ายๆ ก็สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือช่วงเริ่มต้น กับช่วงที่วางแผนทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อย และช่วงของการพัฒนา


 1  ช่วงเริ่มต้น ที่เรายังไม่รู้ว่าควรจะใช้วิธีใดในการลงทุน ควรวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานยังไง ประเมินมูลค่ายังไง หรือดูเวฟยังไง ใช้อินดิเคเตอร์อะไรดี ในช่วงนี้การใช้เวลามากๆ กับตลาดหุ้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราต้องศึกษาศาสตร์ต่างๆ แล้วเพื่อหาสิ่งที่ตอบโจทย์กับเราที่สุด ย้ำว่าตอบโจทย์ที่สุด ไม่ใช่กำไรที่สูงสุด ถ้าเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเราได้แล้ว เดี๋ยวกำไรมันก็มาเอง


 2  ช่วงที่วางแผนเรียบร้อย คือตอนที่เราได้วิธีการซึ่งเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น พนักงานคนนึงซึ่งทำงานประจำ มีเวลาว่างแค่หลังเลิกงานและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ การเทรดแบบซื้อขายในวันย่อมไม่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์แน่นอน เพราะมีงานประจำต้องรับผิดชอบ จึงเลือกใช้วิธีการซื้อแล้วถือ โดยดูจากอินดิเคเตอร์อย่าง EMA และ RSI เป็นหลัก ขณะที่อีกคนนึงเป็นเจ้าของกิจการที่มีเวลาว่างเหลือเฟือ การจะซื้อขายในวันก็สามารถทำได้เนื่องจากมีเวลาในการติดตามตลาด แต่เขาเองก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าด้วย เพราะเม็ดเงินของเขานั้นมีขนาดใหญ่มากจึงไม่สามารถเทรดรายวันได้แบบจัดหนักมากนัก อย่างนี้เป็นตัน


ถ้าแผนที่เราวางไว้แต่แรกมันเหมาะสมและดีจริง มันจะสามารถทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องใช้เวลาหนักมากเหมือนช่วงแรกแล้ว กลับกัน ยิ่งเราใช้เวลากับมันมากเกินไป พยายามเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นเรื่อยๆ เพียงเพราะเจอ error ของระบบในบางครั้ง เราก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ วนลูปเป็นผู้แพ้ไปเรื่อย ฉะนั้นนอกจากการวางแผนการเทรดที่ดี ยังต้องวางแผนสำหรับจิตใจให้ดีด้วยเช่นกัน


 3  ช่วงพัฒนา หากแผนที่เอามาใช้นั้นมีปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่เกิดจาก erroe หรือ noise ของระบบ ก็จำเป็นต้องปรับวิธีการบ้างเพื่อให้วิธีการที่วางไว้แต่แรกสามารถทำเงินได้ ซึ่งขั้นตอนในช่วงนี้ก็จำเป็นต้องใช้เวลาไม่แพ้ช่วงที่ 1 แต่ถ้าสามารถแก้ไขจนกลับมาทำเงินได้ ก็ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันไป


ดังนั้นจะเห็นว่า เรื่องของการใช้เวลามันก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุนอยู่ใน stage ไหนของการลงทุนแล้ว ถ้าเพิ่งเริ่มศึกษา ก็ใช้เวลากับมันให้เยอะเพราะความรู้มันมีมากมาย แต่ถ้าวางแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว กลับไปดูคุณสมศรีเป็นตัวอย่างอีกรอบ ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่พิสูจน์ว่าแผนนั้นดีจริงและอยู่รอดได้ไหม ไม่ใช่เข้าไปเปลี่ยนวิธีการจนเสียเวลาฟรีครับ 



-โอ๊ต-

 

 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk