ต่างชาติขายห้าหมื่นล้าน วิกฤติหรือไม่

Last updated: Mar 12, 2018  |  1474 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน Mindset

 

แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีมานี้ แต่ ผู้เล่นรายใหญ่ ซึ่งก็คือ ต่างชาติ ยังคงขายสุทธิในหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง จนยอดสะสมนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่กว่า 5 หมื่นล้านบาทแล้ว นั่นทำให้นักลงทุนหลายคนกลัวกันมาก ว่าหุ้นขึ้นครั้งนี้ขึ้นแบบเบาเหมือนฟองสบู่ ที่พร้อมจะแตกทุกเมื่อ แล้วใครกันล่ะที่พาหุ้นขึ้นในช่วงนี้ ? ก็รายย่อยอย่างเราๆ นั่นเองที่ซื้อสุทธิมากว่า 46,000 ล้านบาท


คำถามที่ตามมาก็คือ หุ้นขึ้นครั้งนี้จะเป็นฟองสบู่จริงหรือ และ ถ้าเป็นฟองสบู่ มันจะแตกเมื่อไหร่ ควรขายหุ้นทั้งหมดแล้วไปถือเงินสดหรือไม่


ในมุมมองส่วนตัวผมนั้น แม้ต่างชาติจะขายสุทธิมากว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่มันก็ไม่ได้บ่งบอกว่าตลาดจะตกต่ำในเร็ววันนี้ เพราะไม่มีใครที่สามารถคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องแม่นยำ 100% การขายหุ้นเพียงเพราะเชื่อว่าตลาดจะลง อาจเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย อย่างเช่นตอนปี 2553 ที่ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1000 จุด นักลงทุนบางส่วนมีการขายหุ้นเพราะมองว่าตลาดได้แพงเกินไปแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ปรับตัวขึ้นสูงไปถึง 1600 จุด หุ้นพื้นฐานดีจำนวนมากก็มีราคาปรับตัวสูงขึ้นไปหลายเท่า ดังนั้นผมเองจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับมุมมองตลาดของคนส่วนใหญ่หรือการขายของต่างชาติมากนัก เพราะความเชื่อผมคือ ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปตามมูลค่าของกิจการ ถ้าราคาหุ้นถูกก็ยังเข้าซื้อ และขายออกหากราคาหุ้นเกินมูลค่า


แน่นอน การซื้อหุ้นที่ราคาเหมาะสมคือสิ่งสำคัญ แต่ถ้าตลาดภาพรวมเป็นลบก็สามารถนำพาหุ้นให้ลงตามไปด้วยได้ ผมเองก็เคยประสบเหตุการณ์นี้ในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551) ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงจาก 800 มาเหลือ 400 จุดในเวลาสั้นๆ ก่อนหน้าที่ตลาดจะลงผมเองก็รับรู้ว่าต่างชาติมีการขายสุทธิ แต่ผมก็ไม่อาจรู้อนาคตได้ว่าตลาดจะลงเมื่อใด อาจเพราะโชคดีที่ก่อนตลาดจะปรับตัวนั้น ผมได้มีการทยอยขายออกไปเสียส่วนใหญ่แล้ว เพราะหุ้นในพอร์ตโฟลิโอของผมเองมีราคาสูงเกินกว่าที่ได้ประเมินไว้ ทำให้ยังพอประคับประคองผลตอบแทนในช่วงเวลานั้นได้บ้าง แต่ก็ยังคงมีหุ้นอยู่บางส่วนที่ได้รับผลกระทบ


ตอนนั้นมีหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตัวหนึ่งที่รายได้และกำไรสุทธิโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ อัตราเงินปันผลที่สูงถึง 30% ของราคาหุ้นในเวลานั้น (สูงกว่าเงินฝากธนาคารหลายเท่าตัว) เงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดจึงถูกนำมาลงทุนกับหุ้นตัวนั้น ส่วนหุ้นตัวอื่นที่อยู่ในพอร์ตก็ไม่ได้ทำการขายออกแต่อย่างใด ผมเองจำไม่ได้ว่าต่างชาติยังมีการขายสุทธิอยู่หรือไม่ในช่วงปี 2551 แต่อารมณ์ตลาดในตอนนั้นไม่เอื้อต่อการลงทุนแม้แต่น้อย ทั้งสื่อและกูรูผู้เชี่ยวชาญต่างก็มองว่าวิกฤติครั้งนั้นยังไม่จบ และดัชนีจะซึมไปอีกยาว


ก็นับว่าเป็นโชคดีอีกครั้งของผมเช่นกัน ตลาดฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิดไว้ และหุ้นที่อยู่ในพอร์ตเกือบทั้งหมดปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อีกหลายเด้ง แน่นอนว่ารวมถึงหุ้นอสังหาริมทรัพย์ตัวนั้นด้วย ซึ่งหากช่วงเวลานั้น ผมเลือกที่จะคาดการณ์ว่าตลาดจะลงเมื่อไหร่หรือปรับตัวขึ้นเมื่อไหร่ ผมก็อาจพลาดข้อตกลงดีๆ ที่นายตลาดยื่นให้กับผมในช่วงเวลานั้นได้


ข้อมูลการซื้อขายของต่างชาติ รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ก็ยังคงมีประโยชน์ในฐานะ สัญญาณเตือน ที่ตลาดคอยบอกเพื่อไม่ให้เราลงทุนอย่างประมาทเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีเครื่องมืออะไรหรือค่าตัวไหนที่บ่งบอกได้ว่าตลาดจะเกิดวิกฤติหรือฟื้นตัวเมื่อไหร่ ตราบใดที่ราคาหุ้นมีส่วนลดที่มากพอ ก็นับเป็นโอกาสอันดีในการเข้าลงทุนสำหรับผมเสมอ



- เอก -

 



 


  แหล่งอ้างอิง  

FFTC200 : คอร์สประเมินมูลค่าหุ้นที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย ผู้สอนจากรายการ Money Talk