ประเมินมูลค่าหุ้นยังไงก็ผิด

Last updated: Jun 1, 2018  |  1200 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิว/สรุปหนังสือ หุ้นและการลงทุน



จากหนังสือ การประเมินมูลค่าหุ้น ที่ผมและทีมงานเพิ่งได้วางขายตามร้านหนังสือในวันนี้ หลายคนเชื่อว่าหนังสือเพียง "เล่มเดียว" จะสามารถทำให้เขาประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างถูกต้องตลอดกาล ซึ่งผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้นมาก แต่โลกแห่งความจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ การประเมินมูลค่าหุ้นยังสามารถผิดได้เสมอ แม้จะใช้วิธีการที่ถูกต้องก็ตาม


ในบทแรกๆ ของหนังสือ คุณ Damodaran นักการเงินชาวอินเดียผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวไว้ถึงปัจจัย 3 อย่างที่ทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นนั้นผิดได้ ประกอบด้วย



 1  ความคาดเคลื่อนจากการประมาณการณ์


การประเมินต้องมีการคาดการณ์เสมอ และการคาดการณ์ที่ไม่เหมาะสมก็ทำให้มูลค่าที่วัดออกมาได้คาดเคลื่อนไปมาก ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจคิดว่าบริษัทนี้จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ 30% เหมือนกับผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีก่อนหน้า แต่หากสามปีที่ผ่านมา อัตรากำไรขั้นต้นนั้นสูงขึ้นเพราะเหตุการณ์พิเศษบางอย่าง ทั้งที่จริงแล้ว หากเก็บข้อมูลไกลกว่านั้น อัตรากำไรขั้นต้นจริงๆ ของบริษัทอาจอยู่ที่เพียง 15% ก็ได้ นี่คือปัจจัยแรกที่ทำให้มูลค่าซึ่งวัดออกมาได้มีความคาดเคลื่อน



 2  ความคาดเคลื่อนจากตัวผลประกอบการเอง


ปัจจัยต่อมาก็คือ ถึงคุณจะกำหนดตัวแปรและค่าประมาณการณ์ต่างๆ ได้อย่างสมเหตุสมผลสักแค่ไหน แต่หากในงวดปีนั้น กิจการต้องประสบเหตุการณ์พิเศษบางอย่าง หรือสภาพธุรกิจเปลี่ยนไปกระทันหัน การประมาณการณ์ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สิ่งไร้ค่า ก่อนหน้านี้เรามีหุ้นสื่อสารตัวหนึ่งที่ราคาปรับตัวลดลง จนนักลงทุนมองว่ามัน undervalued และพร้อมใจกันเข้าซื้อ แต่สภาพของธุรกิจที่เปลี่ยนไป ความสามารถในการแข่งขันที่ไม่อาจสู้คู่แข่งได้เลย มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทก็ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคย undervalued ก็ overvalued ได้ง่ายๆ



 3  ความคาดเคลื่อนจากเศรษฐกิจมหภาค


ข้อนี้ในไทยเราอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่คุณ Damodaran เคยมีประสบการณ์จากการประเมินมูลค่าหุ้นของสถาบันการเงิน Goldman Sach ในปี 2008 เขาเองก็ใช้การประเมินที่สมเหตุสมผล ตัวเลขผลประกอบการก็ออกมาน่าพอใจ แต่วิกฤตเศรษฐกิจกลับเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ก็ส่งผลให้การประเมินมูลค่าทั้งหมดนั้นสูญเปล่าได้เช่นกัน



ดังนั้น การประเมินมูลค่าหุ้นต้องเผื่อค่าของ "ความไม่แน่นอน" ไว้ด้วยเสมอ ซึ่งค่าความไม่แน่นอนที่ว่านั้นก็คือ ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เช่น หากราคาหุ้นที่ประเมินได้คือ 110 บาท และราคาหุ้นในตลาดซื้อขายกันที่ 110 บาท ส่วนเผื่อความปลอดภัยของหุ้นตัวนี้จะอยู่ที่ 10% ซึ่งระดับนี้ บางคนอาจพอใจ แต่บางคนที่ conservative และให้ค่าส่วนเผื่อความปลอดภัยไว้ที่ 30% เป็นอย่างต่ำ ก็อาจไม่พอใจที่จะลงทุนในหุ้น ณ ระดับราคา 100 บาทก็ได้


และที่สำคัญ การหาข้อมูลที่มากขึ้นก็ไม่ได้รับประกันว่าความคาดเคลื่อนเหล่านี้จะหมดไป ต่อให้หาข้อมูลแบบเอาเป็นเอาตาย แต่สภาพธุรกิจของบริษัทเปลี่ยนกะทันหัน การประเมินมูลค่าที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า ส่วนเผื่อความปลอดภัยจึงเป็นเกราะป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงให้นักลงทุนได้


เหนือสิ่งอื่นใด ความไม่แน่นอนของมูลค่าที่ประเมินได้ ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้คุณคิดว่าการประเมินมูลค่าหุ้นคือสิ่งที่ใช้ไม่ได้ ขอเพียงแต่รู้ว่า กำลังเล่นอยู่กับอะไร ความเสี่ยงอยู่ที่ตรงไหน ส่วนเผื่อความปลอดภัยมากแค่ไหน ก็ทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นเป็นวิธีที่สร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืนครับ

 

 

- เอก -

#FidelityPublishing #หนังสือหุ้นVI