จากอัตราส่วน ROE สู่อัตราส่วน ROIC

Last updated: Jun 14, 2018  |  778 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


อัตราส่วนทางการเงินที่เรารู้จัก ส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น PE, PBV, ROA และ ROE เป็นต้น แต่อัตราส่วนอีกตัวที่เพื่อนๆ น่าจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างแต่ไม่ได้ใช้บ่อยนัก มีชื่อว่า ROIC หรือ Return on Investment Capital


อัตราส่วนนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัดผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกิจการ รวมถึงสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของ ROE ด้วย เนื่องจากอัตราส่วน ROE นั้น หากเราย้อนไปดูสูตรคำนวณของมัน ซึ่งก็คือ "กำไร / ส่วนผู้ถือหุ้น" ดังนั้นหากธุรกิจไหนที่มีหนี้สินเยอะ ส่วนทุนน้อยๆ ค่า ROE ก็จะสูงโดยปริยาย ในขณะที่ความเป็นจริงนั้น กิจการมักไม่ได้ใช้เพียงแค่ส่วนผู้ถือหุ้นเพื่อไปขยายธุรกิจ แต่ยังใช้เงินทุนในส่วนของหนี้ด้วยเช่นกัน



หายังไง


ดังนั้นตัว ROIC จึงถือกำเนิดขึ้น มีสูตรคำนวณดังนี้

ROIC = NOPAT / Invested Capital


โดยที่

NOPAT = กำไรจากการดำเนินงานหลังภาษี (Net Operating Profit After Tax)
Invested Capital = เงินลงทุนของกิจการ ซึ่งสูตรคำนวณที่ผมเห็นจะมีสองแบบคือ
แบบง่าย หาได้จาก ส่วนผู้ถือหุ้น + หนี้สินระยะยาว
แบบยาก หาได้จาก ส่วนผู้ถือหุ้น + หนี้สินระยะสั้น + สัญญาเช่าทางการเงินที่มีภาระผูกพัน + หนี้สินระยะยาว


สำหรับในบทความนี้ เราจะใช้ NOPAT / Invested Capital (แบบง่าย) ก่อนนะครับ ยกตัวอย่างการคำนวณโดยใช้หุ้น BANPU


งบการเงินฉบับย่อของหุ้น BANPU จากเว็บไซต์ของ Finnomena โดยกรอบสีแดงคือส่วนของผู้ถือหุ้น และกรอบสีฟ้าคือกำไรสุทธิ


ในส่วนของค่า ROE หุ้น BANPU ในปี 2560 นั้น จะอยู่ที่ 9.26% หาได้จาก 7,900.24 / 85,314.88 = 9.26%


แต่ถ้าจะหาค่า ROIC เราต้องไปเปิดงบการเงินฉบับเต็มครับ


งบการเงินฉบับเต็มของ BANPU โดยค่า NOPAT หาได้จากการนำตัวเลขในกรอบสีฟ้ามารวมกัน แล้วหักด้วยภาษีที่อยู่ในกรอบสีแดง

 

โดยที่

ส่วนทุน 85,314.88 ล้านบาท
หนี้ระยะยาว 118,078.99 ล้านบาท
Invested Capital 203,383.87 ล้านบาท
NOPAT 16,359.78 ล้านบาท
ROIC 8.04%


นี่เป็นตัวอย่างในการคำนวณค่า ROIC จะเห็นว่า BANPU นั้นมีค่า ROIC และ ROE ที่ไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าเป็นกิจการอื่นๆ ที่อาจใช้หนี้สินระยะยาวเป็นแหล่งเงินทุนหลัก ค่า ROIC ก็จะยิ่งต่างจากค่า ROE มากขึ้น



ใช้ยังไง


ค่า ROIC นั้นจะใช้เพื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนเงินทุนของกิจการ (weighted average cost of capital หรือ WACC) หากค่า ROIC มีค่าที่สูงกว่า WACC นั่นแปลว่ากิจการสามารถหาผลตอบแทนได้สูงกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย ในทางกลับกัน มันก็สะท้อนว่ากิจการไร้ความสามารถในการทำธุรกิจมาก หากค่า ROIC นั้นต่ำกว่าต้นทุนของเงินทุน


และค่า ROIC ยังใช้ดูตัวกิจการในปัจจุบันเทียบกับตัวเองในอดีต นั่นคือ หาก ROIC มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ย่อมสะท้อนให้เห็นว่ากิจการนั้นบริหารต้นทุนและแสวงหาผลตอบแทนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ



แล้วใช้ไปทำไม


อันที่จริงนั้นอัตราส่วน ROE ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ เพียงแต่ ROIC ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับกิจการได้หลากหลายประเภทกว่า โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างเงินทุนเป็นหนี้สินระยะยาวเสียส่วนใหญ่ อีกทั้ง ROIC ยังตัดกำไรที่ไมได้เป็นกำไรปกติทิ้ง ค่านี้จึงสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ดีกว่า ROE ในบางกรณีครับ



ใช้ได้ผลแค่ไหน



จากรูปนี้คือผลการทดสอบย้อนหลัง โดยกำหนดเงื่อนไขหลักก็คือจะเข้าซื้อหุ้นที่มีค่า ROIC เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 ปี และซื้อหุ้นที่มีค่า ROIC สูงสุด 15 ตัวแรกในดัชนี S&P500 (ยกเว้นหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน) สังเกตที่เส้นสีเขียวนะครับ จะะบว่าผลตอบแทนนั้นชนะดัชนีอ้างอิง (S&P500) พอสมควร เงิน $100 ที่ลงทุนเมื่อปี 2001 จะเพิ่มขึ้นเป็น $383 ในปี 2009 หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นกว่า 18% ต่อปี แต่เสียดายที่การทดสอบนี้ไม่ได้อัปเดตเป็นปัจจุบันเท่าไหร่ หากเพื่อนๆ คนไหนลองทดสอบแล้ว มาแบ่งปันกันได้ที่เพจ Fidelity Publishing นะครับ


เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

 

- เอก -

#FidelityPublishing #หนังสือหุ้นVI

 


  แหล่งอ้างอิง  

A Deep Look at CROIC, ROIC and ROE : https://www.oldschoolvalue.com/blog/valuation-methods/roe-croic-roic-formula/

CROIC ROIC Screen Strategy Backtest : https://www.oldschoolvalue.com/blog/investing-strategy/croic-roic-screen-strategy-backtest/

Return On Invested Capital - ROIC : https://www.investopedia.com/terms/r/returnoninvestmentcapital.asp


Find Quality Investments With ROIC : https://www.investopedia.com/articles/fundamental/03/050603.asp