บัฟเฟตต์ น้ำสลัดหาย และวิกฤตหุ้น GGC

Last updated: Jul 1, 2018  |  4888 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน Mindset

 

สำหรับเหตุการณ์สต๊อกสินค้าของบริษัท GGC ที่หายไปเป็นมูลค่ากว่า 2,100 ล้าน หรือคิดเป็นเกือบๆ 15% ของสินทรัพย์รวมทั้งบริษัท แม้จะเป็นจำนวนเงินที่มาก และดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้หลายสิบปี ก็เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เช่นกัน และปู่บัฟเฟตต์ก็เคยมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย




วิกฤตน้ำสลัด


หลายคนน่าจะเคยได้ยืนชื่อบริษัท American Express (ตัวย่อหุ้น AXP) ซึ่งประกอบธุรกิจบัตรเครดิตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีบริษัทลูกแห่งหนึ่งที่ทำธุรกิจคลังสินค้าด้วย โดยในช่วงปี 1960 มีบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ขื่อ Anthony De Angelis ต้องการให้บริษัทลูกของ AXP มาตรวจสอบและรับรองว่า มูลค่าสินค้าคงคลังของบริษัท เดอ แองเจลิส ซึ่งเป็น "ถังที่เต็มไปด้วยน้ำสลัด" มีมูลค่าอยู่จริงๆ เพื่อที่ เดอ แองเจลิส จะได้นำถังบรรจุน้ำสลัดดังกล่าวไปค้ำประกันการกู้เงินต่อ โดยหลังจากที่ตรวจสอบแล้ว บริษัทลูกของ AXP ก็ให้การรับรองว่า สินค้าคงคลังนั้นมีมูลค่าจริงๆ และมีมูลค่าอยู่ที่ 60 ล้านเหรียญ


แต่หลังจากที่บริษัท เดอ แองเจลิส ไปกู้เงินมาได้ตามที่ต้องการ ปรากฎว่าบริษัทกลับไม่สามารถจ่ายเงินกู้ได้ตามสัญญา เจ้าหนี้จึงเตรียมที่จะยึดถังที่บรรจุน้ำสลัดคืนเพื่อชดใช้หนี้ แต่เมื่อผู้ให้กู้ได้เข้าไปตรวจสอบคลังสินค้า แทนที่จะพบถังซึ่งเต็มไปด้วยน้ำสลัด กลับพบถังที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล เรื่องราวทั้งหมดจึงถูกสืบสาวไปหาต้นตอที่บริษัทลูกของ AMEX ซึ่งเป็นผู้รับรองมูลค่าสินค้า ทำให้ทาง American Express ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าหนี้ เป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านเหรียญ




แล้วบัฟเฟตต์ก็เข้ามา


ความเสียหายดังกล่าวนั้นทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของ AXP แทบจะเหลือ 0 แน่นอนว่าตลาดหุ้นตอบสนองต่อข่าวนี้ด้วยราคาที่แทบจะร่วงลงไปเกือบครึ่ง ไม่มีใครมองหาข่าวดีในหุ้นตัวนี้ เพราะสื่อต่างก็ประโคมข่าวร้ายกันไปทั่ว แต่ในเวลานั้น นักลงทุนหนุ่มจากรัฐโอมาฮ่าที่ยังไม่มีใครรู้จัก ได้เข้าซื้อหุ้น AXP อย่างหนักหน่วง สุทธิแล้วใช้เงินซื้อหุ้นตัวเดียวถึง 40% ของเงินทุนทั้งหมด ผู้คนอาจมองว่าเขาเสียสติ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ด้วยศักยภาพของธุรกิจบัตรเครดิตที่สามารถทำเงินให้กับ American Express ได้อย่างมาก ตลาดก็ปรับราคาหุ้นให้เข้าสู่ภาวะปกติ และชายคนดังกล่าวได้ผลกำไรจากเหตุการณ์นี้กว่า 20 ล้านเหรียญ ซึ่งชายคนดังกล่าวก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์


จุดที่บัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ หลังจากนั้น 2-3 ปี ราคาหุ้นก็กลับไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง (ขอบคุณภาพจาก sueanonkin.com)




คราวนั้นน้ำสลัด
คราวนี้น้ำมันปาล์ม


จากข่าวที่ GGC มีการประกาศว่าสินค้าคงคลังหายไปกว่า 2,100 ล้านบาท การที่ราคาหุ้นจะตอบสนองด้วยการลดลงของราคาที่เร็วขนาดนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใด เพราะบริษัทนี้เป็นถึงบริษัทลูกของเครือปตท. ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ ทำให้หลายๆ ฝ่ายกลัวกันว่า ขนาดบริษัทที่เป็นหน้าเป็นตาของตลาดหุ้น ยังมีความผิดพลาดได้ขนาดนี้ มันอาจมีเหตุการณ์แย่ๆ ตามมาอีกก็ได้ เข้าทำนอง แมลงสาบไม่ได้มาตัวเดียว


แต่ถ้าตัดเรื่องความโปร่งใสออกไป แล้ววิเคราะห์เฉพาะในส่วนของศักยภาพทางธุรกิจเท่านั้น หากบริษัทยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ แม้สินค้าจะหายไป แต่ลูกค้ายังซื้อของเหมือนเดิม เหตุการณ์ในครั้งนี้อาจเป็น midyear sale เหมือนที่เคยเกิดกับ American Express ก็ได้


อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณก่อนการเข้าซื้อหุ้นเสมอ เพราะทุกโอกาสมีความเสี่ยงแฝงอยู่ สินค้าคงคลังที่หายไปของ GGC อาจทำให้บริษัทไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันเวลาก็ได้ หรืออาจขุดเจอเรื่องราวบางอย่างที่ไม่โปร่งใสเพิ่มเติมก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อง "ชั่งน้ำหนัก" ระหว่างโอกาสและความเสี่ยงให้ดี

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th -- Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

JAS และน้ำสลัดมหัศจรรย์ : https://www.facebook.com/InvestonStock/posts/763270020404510

การลงทุนหุ้นเพื่อสร้างรายได้แบบ passive income : http://www.sueanonkin.com/%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99-passive-income/

หนังสือ "ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์"