หุ้นปันผล 100% ของราคา ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง

Last updated: Jul 10, 2018  |  2658 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

วิกฤตต้มยำกุ้ง คือบทเรียนที่คนไทยทุกคนจำได้อย่างไม่มีวันลืม เมื่อสถาบันการเงินต้องพากันปิดตัวไปกว่า 56 แห่ง ค่าเงินบาทลอยตัวติดจรวดจาก 25 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 5X บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ผู้คนต่างตกงานกันถ้วนหน้า บางคนถึงขั้นจบชีวิตตัวเอง และแน่นอน ตลาดหุ้นก็ร่วงอย่างไม่เป็นท่า SET Index จาก 600 จุด หล่นลงมาเหลือเพียง 200 จุดในเวลาปีเศษๆ


หุ้นทุกตัวในตลาดต่างร่วงลงไปถึงฟลอร์วันแล้ววันเล่า คนที่มีหุ้นก็ขายออกไม่ได้ เพราะขายแล้วไม่มีคนซื้อ แต่ท่ามกลางโคลนตมก็ยังมีเพชรซ่อนอยู่ หุ้นบางตัวจ่ายปันผลสูงมาก สูงจนแทบจะเท่ากับราคาหุ้น !




หุ้นราคา 1.80 บาท
จ่ายปันผล 1.60 บาท


VGM หรือ บริษัท วีจีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจผลิตและขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และให้บริการรับเหมางานฐานรากประเภทเสาเข็มเจาะ โดยจดทะเบียนเข้าตลาดในช่วงปีพ.ศ. 2535 ในช่วงที่ตลาดหุ้นพุ่งทะยานสุดขีดเมื่อปี 2537 ที่ดัชนี SET Index ทะลุ 1700 จุด ราคาหุ้นของ VGM นั่นก็ขึ้นสูงถึงเกือบ 250 บาท แต่เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ราคาหุ้นของ VGM ก็ลดลงไปเหลือเพียง 1.80 บาท


ราคาหุ้นของ VGM


อาจมีนักลงทุนหลายคนสาปส่งหุ้นตัวนี้ แต่หากพิจารณาเงินปันผลในปีล่าสุด (ซึ่งก็คือปี 2539) จะพบว่าบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลสูงถึง 1.60 บาทต่อหุ้น เท่ากับว่า หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ ขอแค่บริษัทยังมีศักยภาพเพียงพอในการจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมในปีต่อไป เราก็จะได้เงินลงทุนคืนในเวลาเพียงแค่ปีเดียว


แต่คีย์สำคัญก็คือ "ขอแค่บริษัทยังมีศักยภาพเพียงพอในการจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมในปีต่อไป" เพราะในปีถัดมา บริษัทกลับมีผลประกอบการขาดทุน และเงินปันผลก็เหลือ 0 จนในที่สุดก็ถูกหยุดการซื้อขายไปในปี 2542




สิ่งสำคัญกว่าปันผล



Dividend Yield สูงๆ เป็นสิ่งที่ใครก็อยากได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเงินปันผลที่นำมาคำนวณนั้น มาจากเงินปันผลของปีล่าสุด หากสภาพของธุรกิจไม่แข็งพอที่จะอยู่รอดได้ในปีต่อไป อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงๆ ก็เป็นสิ่งไร้ค่า เหมือนอย่างหุ้นของบริษัท VGM ที่แม้จะมี dividend yield ที่สูง แต่จากรูปด้านบน จะเห็นว่ารายได้และกำไรของบริษัทลดลงอย่างหนักอันเนื่องมาจากวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และยากมากที่บริษัทจะฟื้นตัวกลับมาได้ ความเสี่ยงเรื่องผลประกอบการจึงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย



ขณะเดียวกัน หุ้น CPF ซึ่งเราทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ราคาหุ้นก็ไม่รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้ แต่ด้วยผลประกอบการที่ยังพอเอาตัวรอดได้อยู่ (รายได้เพิ่ม แต่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน) หลังจากนั้นไม่นานราคาก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2 บาทในช่วงปี 2540 มาสร้างจุดสูงสุดที่ประมาณ 8 บาทในปี 2543 ดังนั้น สิ่งสำคัญกว่าเงินปันผลที่เป็นข้อมูลในอดีต ก็คืออนาคตของกิจการ ว่าจะสามารถอยู่รอดและเติบโตไปได้อีกแค่ไหน


จากปี 40 จนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลานั้น มีหุ้นไม่น้อยเลยที่มีเงินปันผลแสนจะน่าดึงดูดใจ แต่ถ้านักลงทุนไมได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ได้วิเคราะห์เลยว่าสภาพธุรกิจของบริษัทยังเอาตัวรอดได้อยู่ไหม ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงๆ ก็อาจเป็นเพียงเลขที่ถูกเสกขึ้นมาก็เท่านั้นเอง




ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

เอกสารเผยแพร่ของบริษัทที่ออกและเสนอขายหลักทรัพย์ : http://market.sec.or.th/public/idisc/th/FinancialReport/ALL