จุดตัดขาดทุน ควรกำหนดเท่าไหร่ดี

Last updated: Jul 5, 2018  |  493 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

จุดตัดขาดทุน คือจุดที่นักลงทุนสายเทคนิคอล (รวมถึงสายพื้นฐานบางคน) กำหนดไว้ว่าจะขายหุ้นทิ้งเมื่อราคาไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ซึ่งจุดตัดขาดทุนนี้ จะช่วยให้นักลงทุนไม่เสียเงินกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป เพราะถ้าเราถือหุ้นไปโดยไมรู้ว่าจะหยุดเสียเงินกับหุ้นตัวนี้ที่เท่าไหร่ ก็เหมือนกับเรือที่มีรอยรั่วแล้วไม่ยอมอุด ท้ายที่สุดเรือก็ต้องจมลงอย่างรวดเร็ว


แต่คำถามคือ จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ ควรลงไปกี่เปอร์เซ็นต์ของราคา หรือควรใช้เครื่องมือทางเทคนิคอะไรเพื่อกำหนดจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสม แล้วสำหรับนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ได้ดูกราฟราคาล่ะ ควรจะขายหุ้นทิ้งเมื่อไหร่ดี




จุดตัดขาดทุน
เป็นเปอร์เซ็นต์


เป็นหนึ่งในวิธียอดนิยมที่นักลงทุนใช้กันมากที่สุด ซึ่งวิธีนี้ถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ในหนังสือ CANSLIM : คัดหุ้นชั้นยอดด้วยระบบชั้นเยี่ยม ของ William J. O'niel ที่กล่าวไว้ว่า หากราคาหุ้นตกลงมาสักประมาณ 7-8% ของราคาที่เข้าซื้อ นักลงทุนควรรีบขายตัดขาดทุนอย่างเด็ดขาด เพราะตลาดได้เฉลยแล้วว่ามุมมองที่เรามีต่อหุ้นตัวนั้นมันผิดทาง แล้วเอาเงินไปหาโอกาสจากหุ้นตัวอื่น


แต่หนังสือดังกล่าวก็เขียนขึ้นมาเป็นเวลากว่าหลายสิบปีแล้ว อีกทั้งในหนังสือยังอ้างอิงกับตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ดังนั้นในการใช้งานจริงๆ กับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนจำเป็นต้องปรับตัวเลขให้เหมาะสมกับ 1) วิธีการลงทุนที่ใช้ 2) กรอบระยะเวลาที่เทรดเป็นประจำ


ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นนักลงทุนสายตามแนวโน้มในกราฟภาพใหญ่ (trend following) จุดตัดขาดทุนที่กำหนดอาจจะต้องลึกสักหน่อย เช่น 7-10% ขึ้นไป เพราะยิ่งใช้ไทม์เฟรมที่ยาวนานขึ้น หรือถือหุ้นเป็นระยะเวลานาน ก็ต้องเผื่อระยะทางให้ราคาหุ้นเหวี่ยงตัวมากขึ้น แต่ถ้าเทรดสั้น เทรดในวัน หรือใช้ไทม์เฟรมที่เป็นแบบ intraday (รายชั่วโมง รายนาที) จุดตัดขาดทุนก็ควรกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยลงตามไปด้วย




ถ้าเป็นการเทรดในภาพระยะยาวเช่นกราฟ week จากในภาพนี้คือหุ้น YUASA หากเข้าซื้อตอนแท่งเขียวยาวแรก หลังจากนั้นราคาก็ทิ้งดิ่งลงมาเกือบๆ 20% แต่ก็ยังสามารถไปต่อได้




ถ้าเป็นการเทรดภาพสั้น เช่น กราฟระดับ 30 นาที สมมติเราเข้าซื้อบริเวณแท่งสีเขียวซ้ายมือของกรอบสีน้ำเงิน จะเห็นว่าราคาเหวี่ยงลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นไปต่อ หากเรากำหนดกรอบการตัดขาดทุนไว้ที่ 10% มันอาจช้าเกินไปแล้ว




สำหรับค่าที่เหมาะสมว่าควรจะเป็น 2% 5% หรือ 10% นักลงทุนต้องอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าราคาหุ้นมีการเหวี่ยงตัวประมาณไหน ถ้าเราเทรดมานานพอ จนจับจุดสังเกตได้ว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงไม่เกิน 5% ก่อนที่ราคาจะไปต่อได้ นั่นแปลว่าจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมก็คือ 5% ของราคา หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ การ backtest หรือทดสอบระบบย้อนหลัง ก็สามารถช่วยหาค่าที่เหมาะสมในการตัดขาดทุนได้




จุดตัดขาดทุน
ตามอินดิเคเตอร์


โดยมากแล้วจะใช้เส้นค่าเฉลี่ย (moving average) เป็นหลัก ซึ่งข้อดีของมันก็คือ เราไม่ต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์เอง และเส้นค่าเฉลี่ยนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากราคาย้อนหลังในอดีต ดังนั้นหากราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวขึ้นสูงมาก เส้นค่าเฉลี่ยย่อมวิ่งตามราคาได้ช้ากว่า และมีส่วนเผื่อให้ราคาเหวี่ยงลงมาได้มาก เพราะยิ่งราคาปรับตัวขึ้นสูง มันก็มีโอกาสกลับตัวลงมาได้เช่นกัน หากเรากำหนดจุดตัดขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์แต่แรก เราอาจโดนการเหวี่ยงชั่วคราวของราคาหุ้น สะบัดเราออกจากสถานะไปก็ได้ ดูภาพประกอบได้จากด้านล่าง




เคสหุ้น YUASA ตัวเดิม แต่เพิ่มเส้นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 15 สัปดาห์เข้ามาด้วย (EMA15) จะเห็นว่าราคาที่พุ่งแรง ก็ทำให้ราคาห่างจากเส้นค่าเฉลี่ยมาก และมีส่วนเผื่อให้ราคาย่อตัวลงมาได้ ก่อนที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นไปต่อ




แล้วเส้นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ดีล่ะ ? ก็เหมือนกับการกำหนดจุดตัดขาดทุนแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ อาจใช้ประสบการณ์ในการเทรดที่ผ่านมาก็ได้ หากการเทรดที่่ผ่านมาของเราทั้งหมด พบว่าราคามักจะยืนอยู่เหนือเส้น EMA15 ก่อนที่จะเด้งกลับไป นั่นแปลว่าค่าเฉลี่ยเส้นนั้นเหมาะสมกับวิธีการลงทุนที่เราใช้ หรือถ้ามีเวลาสักหน่อย ก็ทำการทดสอบระบบย้อนหลังด้วยการ coding ก็ไม่ว่ากัน


แต่ด้วยธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย แม้จะใช้ค่าที่เท่ากัน ใช้เส้น EMA15 EMA20 EMA50 เหมือนกันในทุกการเทรดที่เกิดขึ้น แต่ความกว้างระหว่างราคาและเส้นค่าเฉลี่ยก็ไม่เท่ากัน เพราะหุ้นที่มีราคาปรับตัวขึ้นแรง ราคาล่าสุดย่อมหากจากเส้นค่าเฉลี่ยมาก และกว่าที่จะได้ขายตัดขาดทุน ราคาหุ้นก็ลงไปลึกมากๆ แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเส้นค่าเฉลี่ยใช้ไม่ได้ แต่มันก็มีจุดตายในตัวมันเองเหมือนกัน




 

ทั้งหุ้น AU และ ECL ต่างก็มีราคาที่พุ่งขึ้นสูงเหมือนกัน แม้จะใช้แค่เส้น EMA15 แต่พอเวลาย่อตัวลงมาจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ย ก็เป็นระยะทางที่ไม่น้อยเลย เหตุการณ์แบบนี้มีโอกาสทำให้นักลงทุนต้องตัดขาดทุนเป็นเงินจำนวนมาก




จุดตัดขาดทุน
ที่แนวรับราคา


เป็นหลักการพื้นฐานง่ายๆ ว่า เมื่อราคาหลุดลงแนวรับสำคัญล่าสุด นั่นแสดงถึงพฤติกรรมราคาที่อ่อนแรงเต็มที่ มีคนพร้อมใจจะขายใส่ต่อเรื่อยๆ เพราะทุกคนเห็นว่ามันหลุดแนวรับ อีกทั้งวิธีนี้ยังสะดวกต่อการใช้งาน เพราะเราไม่ต้องไปหาค่าที่เหมาะสมที่สุดเพื่อตัดขาดทุน หาเพียงแค่แนวรับเดิมในชาร์ทราคาเท่านั้นก็พอ แต่มันก็มีข้อเสีย เพราะมีหุ้นไม่น้อยเลยที่ราคาหลุดแนวรับ แต่ก็ยังสามารถวิ่งต่อไปได้ โดยเฉพาะในกราฟราคาระยะสั้น




หุ้น RS ในกราฟภาพใหญ่นั้น จะเห็นว่าหลังจากที่ราคาพุ่งเป็นขาขึ้นแล้ว ก็แทบจะไม่กลับลงมาหาแนวรับซึ่งเป็น low เก่าเลย




ขณะที่กราฟภาพเล็กอย่างหุ้น KTC ในภาพ 60 นาที หลังจากที่ราคาทะลุสร้างจุดสูงสุดใหม่ ราคาก็กลับมาที่แนวรับเดิม ก่อนที่จะร่วงทะลุลงไป แต่ก็กลับขึ้นมาได้อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความผันผวนในกราฟราคาระยะสั้นที่มากกว่ากราฟราคาระยะยาว




แล้วถ้าเป็น
สายพื้นฐานล่ะ


"ไม่ขายไม่ขาดทุน" หลายคนชอบพูดบ่อยๆ เวลาติดหุ้น แต่มันก็คือความจริง เพราะสิ่งที่นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานให้ความสนใจ ไม่ใช่ราคาที่เทรดในตลาด แต่เป็นมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ดังนั้น จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมของนักลงทุนสาย fundamental ก็คือ เมื่อพื้นฐานของธุรกิจเปลี่ยนไป ยังไงก็ตาม จุดอันตรายของคำนี้คือ กว่าที่พื้นฐานธุรกิจจะเปลี่ยนไป ราคาหุ้นมักจะสะท้อนออกมาล่วงหน้านานมากแล้ว นักลงทุนอาจขาดทุนเกิน 30% กว่าที่จะได้ขายตัดขาดทุนด้วยซ้ำ (อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่าตัดขาดทุนเป็นตัดแขนตัดขาเลย)


เพราะฉะนั้น สำหรับนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน การเข้าซื้อหุ้นจึงต้องมีความรอบคอบมากๆ เน้นหาหุ้นที่พื้นฐานแข็งแกร่ง และที่สำคัญคือส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (margin of safety) สูงมาก อย่างน้อยการซื้อหุ้นที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยสูง ก็แปลว่าเราได้ต้นทุนที่ต่ำมากๆ แล้ว เป็นการลดความเสี่ยงที่ราคาจะดิ่งลงต่อ




การตัดขาดทุน
จำเป็นแค่ไหน


จำเป็นอย่างมากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่ามีจุดตัดขาดทุนแล้วเราจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสายเทคนิคหรือสายพื้นฐาน หากวิธีการคัดเลือกหุ้นไม่ดีตั้งแต่แรก ซื้อแล้วผิดทางตลอด การตัดขาดทุนเป็นสิบครั้งสามารถทำให้ mindset ของนักลงทุนพังได้เลย อีกทั้งการตัดขาดทุนบ่อยๆ ยังทำให้เกิดขาดทุนสะสม ดีไม่ดีอาจขาดทุนเป็นเงิน 50% ของพอร์ตก็ได้ เพียงเพราะการตัดขาดทุนเล็กๆ น้อยๆ หลายครั้งรวมกัน


การตัดขาดทุนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้เราลงทุนซื้อหุ้นอะไรก็ได้แบบไม่คิด วิธีการเลือกหุ้นยังจำเป็นเสมอ แต่ต้องใช้ควบคู่กับการตัดขาดทุนที่เหมาะสม ส่วนจะตัดขาดทุนเมื่อราคาลงมากี่เปอร์เซ็นต์ ใช้เส้นค่าเฉลี่ยกี่วัน หรือควรซื้อหุ้นที่มี margin of safety เท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้นักลงทุนต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง


 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing