ผลตอบแทนในอดีตของบัฟเฟตต์เป็นอย่างไร

Last updated: Jul 10, 2018  |  422 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


เราทุกคนต่างรู้ว่า บริษัท Berkshire Hataway เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งโดยนักลงทุนที่ชื่อเสียงของเขายิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยในปี 2017 บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้กว่า 65.3 พันล้านเหรียญ คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 23% นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของกิจการที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านเหรียญ


แค่ปีเดียวยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 23% เงินที่ลงทุนกับบัฟเฟตต์ในวันนี้ 100 เหรียญ จะเพิ่มขึ้นเป็น 123 เหรียญภายในเวลาหนึ่งปี และถ้าเราลงทุนกับนักลงทุนระดับตำนานผู้นี้ นับตั้งแต่ปี 1965 (ซึ่งเป็นปีที่หุ้นเบิร์คไชร์จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น) ด้วยผลตอบแทนทบต้นกว่าปีละ 19.10% เงิน 100 เหรียญจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 885,954.86 เหรียญ


แต่เชื่อหรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้บัฟเฟตต์สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่านี้เสียอีก




ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์


ก่อนที่แนวทางการลงทุนจะเป็นแบบที่เราเห็นในยุคปัจจุบัน บัฟเฟตต์เคยใช้แนวทางของบิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เบนจามิน เกรแฮม มาหลายปี ซึ่งยุคแรกที่เขาก่อตั้งห้างหุ้นส่วนขึ้นมานั้น กลยุทธ์แบบเกรแฮมสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่น่าพอใจทีเดียว โดยผลตอบแทนสามารถเอาชนะดาวโจนส์ได้เกือบทุกปั และตัวเลขการเติบโตในระดับ 40-50% นั้นเป็นเรื่องที่ปกติมากสำหรับเขา


ภาพผลตอบแทนของห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์ ในช่วงปี 1957-1969 ขอบคุณภาพจาก can-turtles-fly.blogspot.com


กลยุทธ์แบบเกรแฮมก็คือ เน้นซื้อหุ้นที่ซื้อขายกันในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ ซึ่งมูลค่าที่แท้จริงนั้นคำนวณจากสินทรัพย์ในงบดุลเป็นหลัก การเน้นลงทุนในหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ทำให้เขามักจะได้หุ้นที่เป็นกิจการไซส์ไม่ใหญ่นัก แล้วจะขายออกเมื่อราคาวิ่งไปถึงมูลค่าที่แท้จริง




ยุคทองของบัฟเฟตต์


ในช่วงนี้เขาเริ่มให้น้ำหนักกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ และสหายของเขา ชาร์ลี มังเจอร์ มากขึ้น โดยทั้งสองคนนี้จะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีราคาเหมาะสมเมื่อเทียบกับการเติบโตของกิจการ (ไม่ต้องถูกมาก แต่ขอให้สมเหตุสมผล) ซึ่งยุคนี้เองคือช่วงที่บัฟเฟตต์เริ่มลงทุนในกิจการที่เราหลายๆ คนรู้จัก เช่น โค้ก หรือหนังสือพิมพ์ Washington Post จนได้รับผลตอบแทนอย่างงาม


และเช่นเคย ผลตอบแทนชนะ S&P500 แทบทุกปี แต่ด้วย ขนาดของเงินทุน ที่เริ่มมากขึ้น ผลตอบแทนก็เติบโตในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ยังเป็นห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์ แต่อัตราการเติบโตก็ยังรักษาระดับที่สูงกว่า 30% ได้หลายปี




ยิ่งใหญ่ยิ่งอุ้ยอ้าย


นับตั้งแต่หลังปี 1990 บัฟเฟตต์เริ่มมีชื่อปรากฎอยู่ในอันดับมหาเศรษฐีแห่งสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยเงินที่มากขึ้น การบริหารการลงทุนให้โตขึ้นด้วยความเร่งเท่าเดิมจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก (ลองนึกภาพคนที่มีเงินประมาณ 2 ล้านล้านบาท แล้วทำกำไรได้ปีละ 1 ล้านล้านบาท มันเป็นอะไรที่เวอร์วังมาก) กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์จึงถูกจำกัดให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น


อีกทั้งในช่วงนี้ ยังเป็นยุคที่บัฟเฟตต์หันไปลงทุนในกิจการของต่างประเทศมากขึ้น และเริ่มลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Apple จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทไปแล้ว (เมื่อก่อนเขาเองไม่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีเลย) เพราะปัจจุบันบริษัท Berkshire มีทีมที่เข้ามาบริหารเงินลงทุนนอกเหนือจากบัฟเฟตต์ด้วย


ผลตอบแทนของ Berkshire Hataway ในแต่ละปี กรอบสีแดงคือช่วงที่บัฟเฟตต์เริ่มลงทุนใน growth stock จนส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ในกรอบสีฟ้า คือช่วงที่ขนาดของเงินทุนเริ่มใหญ่ขึ้น ผลตอบแทนจึงเติบโตในอัตราที่ช้าลง


ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเติบโตนั้นจะเหลือไม่เกิน 20% ต่อปี และมีบางปีที่เริ่มแพ้ตลาด ไม่ใช่ว่าบัฟเฟตต์หรือทีมงานไม่เก่ง แต่เป็นเพราะขนาดของเงินทุนที่มันใหญ่เกินไปนั่นเอง




แม้แต่รายใหญ่
ก็มีความเสี่ยง


บัฟเฟตต์คือนักลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทบต้นได้ต่อเนื่อง ยาวนาน และสูงที่สุดในโลก จนกลายเป็นสิบอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกได้ แต่เขาก็หนีความจริงไม่พ้นว่า นักลงทุนทุกคนมีความเสี่ยงเสมอ อย่างตัวเขาเอง ความเสี่ยงคือถูกบังคับให้ลงทุนในหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น แน่นอนว่าบัฟเฟตต์ย่อมเห็นหุ้นตัวเล็กหลายตัวที่เหมาะสมกับกลยุทธ์ของเขาเอง แต่ก็ไม่สามารถลงทุนได้ เพราะมันเล็กเกินไปที่จะเข้าไปซื้อ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เขาจะมีข้อจำกัดมากมาย แต่ก็ยังรักษาอัตราผลตอบแทนให้อยู่ในระดับเลขสองหลักได้


สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ ที่อยากจะมีความเสี่ยงเรื่องเงินทุนเยอะเกินไปบ้าง ถ้าเรามีฝีมือพอ ยังไงก็ต้องเจอปัญหานี่แน่ (เราคงอยากเจอปัญหานี้ไวๆ) แต่แน่นอนว่าระหว่างทาง นักลงทุนย่อมต้องเผชิญความเสี่ยงที่ไม่คาดฝันเสมอ และก็ไม่ต้องถอดใจว่าบางปีเราอาจสู้ตลาดไม่ได้ เพราะขนาดนักลงทุนระดับตำนานยังมีขาดทุน มันก็ไม่แปลกที่นักลงทุนตัวเล็กอย่างเราจะมีบาดแผลบ้าง


ลงทุนให้สนุก ลงทุนอย่างมีความสุข เหมือนที่บัฟเฟตต์บอกว่าจงเต้นรำแล้วไปทำเงิน

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

Warren Buffett's Evolution and his Three Investment Styles : https://can-turtles-fly.blogspot.com/2011/12/warren-buffetts-evolution-and-his-three.html

Berkshire Hathaway's 2017 Net Worth Gain Rises 23% To $65.3B Boosted By Tax Law : https://www.forbes.com/sites/rogeraitken/2018/02/25/berkshire-hathaways-2017-net-worth-rises-23-to-65-3b-boosted-by-tax-law/#cc027643549a