เหตุผล 3 ข้อ ว่าทำไมถึงไม่ควรเชื่อหนังสือหุ้นทั้งหมด

Last updated: Jul 12, 2018  |  643 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน Mindset

 

การเรียนรู้ของมนุษย์มีอยู่สองวิธี ถ้าไม่เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ก็เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ซึ่งหนังสือก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของแนวทางแบบที่สอง อยากทำอาหารเป็นก็อ่านหนังสือทำอาหาร อยากเป็นนายกก็อ่านม.44 (อันนี้ไม่เกี่ยว) หรือถ้าอยากลงทุนหรือเทรดหุ้นเป็น ก็อ่านหนังสือหุ้น


แรกเริ่มเมื่อเรายังเป็นมือใหม่ ใครแนะนำหนังสืออะไรมาเราก็อ่านหมด แถมพร้อมที่จะเชื่อเสียด้วยว่าเนื้อหาในหนังสือคือสิ่งที่ถูกต้องและนำไปใช้ได้เลย แต่เมื่อเอาไปใช้งานจริง ผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้แม้แต่น้อย หนังสือบอกว่าให้ซื้อหุ้นดี PE ต่ำ เข้าซื้อแล้วก็ดอย หนังสือบอกว่าซื้อหุ้นเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเกิดสัญญาณ golden cross ซื้อทีไรก็ดอย


หนังสือมันผิด หรือผิดที่เราเข้าไม่ถึงมันกันแน่นะ ? มันก็อาจผิดที่ตัวเราด้วย แต่อย่าลืมว่าหนังสือที่ดีต้องถ่ยทอดให้ผู้อ่านเข้าใจได้มากที่สุด แต่ต่อให้เราอ่านจนเข้าใจได้อย่างกระจ่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาที่ผู้เขียนบอก (ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนไทยหรือต่างประเทศ หรือเก่งขนาดไหนก็ตาม) จะสามารถเอาไปใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเหตุผล 3 ข้อหลักดังนี้




1. มันอาจเขียนมานานแล้ว


หนังสือบางเล่มอาจเขียนมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ซึ่งเนื้อหาบางอย่างที่สำคัญก็อาจยังใช้ได้อยู่ แต่เนื้อหาหลายๆ ส่วนที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย อาจจะไม่สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมกับตลาดหุ้นในยุคปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น หนังสืออาจจะบอกว่าการซื้อหุ้นที่ราคาพุ่งตัวอย่างรุนแรง พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายมหาศาล (breakout พร้อมวอลุ่ม) เป็นสิ่งที่ดีและสมควรทำ แต่ในปัจจุบัน วิธีนี้อาจไม่ได้ผลเหมือนเก่าเพราะตลาดมีสัญญาณหลอก (noise) เยอะขึ้น




2. วิธีบางอย่าง
เหมาะกับบางเวลา


กลยุทธ์ breakout จากข้อที่แล้ว แม้มันอาจใช้ได้ผลน้อยลงเพราะตลาดมีความผันผวนมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่แน่ว่า ในช่วงที่ภาวะตลาดเป็นกระทิงดุ กลยุทธ์การซื้อเมื่อราคาพุ่งทะลุแนวต้านเดิม ก็อาจให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะสภาพตลาดเอื้ออำนวย


อีกสักตัวอย่าง ในหนังสืออาจบอกว่าหุ้นที่ดีควรมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มากกว่า 15% แต่ในช่วงที่ตลาดมีแต่ของแพง ค่าที่เหมาะสมของหุ้นพื้นฐานดี อาจลดลงเหลือแค่ 10% ก็ได้




3. มันอาจเป็น
มุมมองของผู้เขียน


หนังสือหลายๆ เล่ม สิ่งที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดลงไปในหนังสือ อาจเป็นเพียงแค่มุมมองส่วนตัวโดยไร้ซึ่งเหตุผลรองรับก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าจำนวนหนังสือด้านการลงทุนนั้นมักแปรผันตามสภาวะตลาด หากตลาดหุ้นดี หนังสือหุ้นก็ออกจำหน่ายมากขึ้น เพราะมีคนที่ประสบความสำเร็จหรือ “ผู้รู้” มากขึ้น ซึ่งผู้รู้บางคนอาจอยู่ในตลาดหุ้นมาไม่นานนัก ความรู้ที่เราได้รับจากนักเขียนเหล่านั้น จึงต้องใช้วิจารณญาณเป็นพิเศษ




ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าห้ามเชื่อเนื้อหาในหนังสือเลย แต่นักลงทุนทุกคนจำเป็นต้องใช้สติในการอ่านทุกครั้ง สิ่งที่เราได้อ่านมาจำเป็นต้องมีเหตุมีผลในคัวเอง หากไม่มี (เช่น ผู้เขียนบอกว่าหุ้นกลุ่มอสังหาฯ จะขึ้นแรงทุกๆ 5 ปี โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มว่าทำไม) มันก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง ว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริงขนาดไหน และถ้ามันไม่จริง ข้อมูลที่ถูกต้องคืออะไรกันแน่


การยึดเหตุผล 3 ข้อว่าทำไมถึงไม่ควรเชื่อหนังสือหุ้นทั้งหมด มันอาจทำให้เราเสียเวลาและเสียแรงในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ถ้าเราเชื่อโดยปราศจากวิจารณญาณ เราก็จะไม่ต่างอะไรกับนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดที่ล้มเหลวด้านการลงทุนนั่นเอง




ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing