ทำไงในวันที่หุ้นฟลอร์

 

Floor คือลิมิตมากที่สุดของราคาหุ้นที่จะปรับตัวลงได้ในแต่ละวัน นับว่าโชคยังดี (รึเปล่า) ที่ตลาดหุ้นไทยกำหนด floor ให้อยู่ที่ 30% ของราคาปิดวันก่อน หากราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 100 บาท นั่นแปลว่าราคาหุ้นในวันต่อมา จะปรับลดลงได้ไม่เกิน 70 บาท (ลบ 30 บาท) และถ้าขึ้น ก็จะขึ้นได้ไม่เกิน 130 บาท (บวก 30 บาท) โดยขอบเขตสูงสุดที่ราคาหุ้นปรับขึ้นไปได้ จะเรียกว่า Ceiling


นักลงทุนอย่างเราคงดีใจไม่น้อยถ้าซื้อแล้วหุ้นพุ่งขึ้นถึง ceiling (หุ้นลิ่ง) แบบไม่ต้องให้คอยนาน แต่ถ้ากลับกัน เราคงช็อกจนหายใจไม่ทั่วท้อง ถ้าซื้อแล้วราคาติดฟลอร์ในวันถัดมา




ถ้ามีหุ้นอยู่
ต้องทำไง


กรณีล่าสุด (บทความนี้เขียนเมื่อ 16 กรกฏาคม 2561) ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยก็คือ หุ้น KTC และหุ้น AKR ติดฟลอร์ ทั้งสองตัวนี้มีลักษณะร่วมกันคือ เป็นหุ้นขาขึ้นทั้งคู่ จึงมั่นใจได้เลยว่าจะมีนักลงทุนจำนวนมากถือหุ้นอยู่


หุ้น KTC ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ตั้งแต่ต้นปีนั้นราคาหุ้นปรับตัวเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะไปทำจุดสูงสุดที่ 380 บาท แล้วแตกพาร์ไปเมื่อไม่นานมานี้


ส่วนหุ้น AKR ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับหม้อแปลงไฟฟ้า ราคาหุ้นก็ติดฟลอร์ในวันเดียวกันกับหุ้น KTC ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลย (สงสัยลืมจ่ายค่าบัตร) แต่หุ้น AKR น่ากลัวกว่าตรงที่ ราคาปรับตัวเป็นขาขึ้นมาอย่างสวยงาม แทบไม่มีแนวต้านราคาเลย


แล้วทำอะไรได้บ้าง ? ต้องแยกเป็นสองกรณี กรณีแรกคือขายลูกเดียว ยอมเสียแขนดีกว่าเสียชีวิต วิธีนี้อาจทำใจได้ยาก แต่ถ้านักลงทุนเข้าซื้อหุ้นแต่แรกด้วยสัดส่วนที่ไม่มากเกินไป ความเสียหายย่อมอยู่ในวงจำกัด ยกเว้นเสียแต่ว่า เข้าซื้อแบบจัดเต็ม หุ้นตัวเดียวซื้อทั้งพอร์ต ก็อาจต้องเจ็บหนักหน่อย


ส่วนกรณีที่สองอาจทำได้ยาก + วิเคราะห์ได้ยากกว่า นั่นคือรอขายอีกครั้งตอนเด้ง ที่ยากกว่าวิธีการแรก เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าราคาจะเด้งขึ้นจริงหรือเปล่า หลายคนมีความเชื่อว่าหุ้นที่ติดฟลอร์มักจะเด้ง แต่วิธีการนี้ก็ทำคนที่เข้าไปรับหุ้น มือขาดมาแล้วหลายรายเช่นกัน




ถ้ายังไม่มีหุ้น


สำหรับนักลงทุนสายเทคนิค วิธีการรับมือกับหุ้นติดฟลอร์ก็จะเหมือนกับที่กล่าวข้างต้น จะเข้าไปรับก็ได้ถ้าวิเคราะห์มาอย่างดี แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ หรือชั่วโมงบินยังไม่ถึง ฟลอร์ที่เข้าไปรับอาจเป็นฟลอร์แรกเพียงเท่านั้น ฟลอร์สองและสามมีโอกาสเกิดขึ้นได้


ส่วนนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน ราคาหุ้นที่ติดฟลอร์ของกิจการที่ "ทุกอย่างยังปกติ" ก็ไม่ต่างอะไรกับส่วนลดที่นายตลาดได้มอบให้ แต่ย้ำว่าเฉพาะกรณีของ "ทุกอย่างยังปกติ" เท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่หุ้นติดฟลอร์ อาจเนื่องมาจากมีข่าวไม่ดีบางอย่างซึ่งเราไม่รู้ หรืออาจเกิดจากราคาหุ้นมันแพงเกินจริงๆ ก็ได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ให้ดี


แต่ไม่ว่าหุ้นจะติดฟลอร์หรือไม่ก็ตาม ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงอยู่เสมอ หุ้นที่เราถืออาจไม่ติดฟลอร์วันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะลดลง 50% ในไม่กี่วันไม่ได้ (ลงทีละนิดจนเราตายอย่างช้าๆ) สิ่งสำคัญที่สุด จึงยังเป็นการคุมความเสี่ยงเช่นเดิม


หากเป็นสายเทคนิค ถ้าเราซื้อ แล้วราคาลง ควรทำยังไงต่อ กำหนดแผนให้ชัด หากเป็นสายพื้นฐาน ถ้าซื้อแล้วติดฟลอร์ จะเข้าซื้อเพิ่มไหม พื้นฐานกิจการมีอะไรเปลี่ยนไปรึเปล่า นี่คือสิ่งที่เราต้องตาม


ตลาดหุ้นไม่เคยปราณีใคร และการติดฟลอร์เป็นเรื่องปกติที่ใครก็มีโอกาสเจอทั้งนั้น

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing