หมู 100 เด้งของบัฟเฟตต์

 

หมู หมายถึงอาการของคนที่ขายหุ้นแล้วหุ้นดันขึ้นไปต่อ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ขายหมู" บางคนอาจจะขายหมูไปตัวเล็กๆ ขายหุ้นไปที่ 10 บาท แล้วมันขึ้นไป 11 บาท บางคนอาจขายหมูไปตัวใหญ่มาก ขายไป 10 บาท แต่มันขึ้นไป 50 บาท ถ้าคนที่ขายหมูบ่อยๆ ก็อาจโดนเพื่อนนักลงทุนด้วยกันล้อเลียนว่าเป็นคนขายหมูก็ได้


ในโลกนี้ไม่เคยมีใครหนีเหตุการณ์ดังกล่าวพ้น เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าราคาสูงสุดที่หุ้นตัวนั้นๆ จะไปได้มันอยู่ที่เท่าไหร่ แม้กระทั่งนักลงทุนชื่อก้องโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ก็ตาม




หุ้น GEICO
ของเกรแฮม


เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์สอนการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และยังเป็นอาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้าซื้อหุ้น GEICO ซึ่งทำธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในช่วงปี 1948 ด้วยจำนวนเงินประมาณ $700,000 (อ่านบทความการลงทุนในหุ้น GEICO ของเกรแฮมได้ที่นี่) ซึ่งบัฟเฟตต์เองก็ได้ซื้อหุ้นตัวนี้ด้วยเช่นกัน แต่ซื้อในปี 1951 ด้วยเงินประมาณ $10,000 คิดเป็น 65% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่เขามีในตอนนั้น


ภาพการถ่ายรูปหมู่ร่วมกันระหว่างผู้บริหาร GEICO และผู้ถือหุ้น โดยคนซ้ายมือสุดคือวอร์เรน บัฟเฟตต์ และคนที่ 3 จากซ้ายมือคือ เบนจามิน เกรแฮม (ขอบคุณภาพจาก robinrspeziale.com)


แต่ไม่นานนัก บัฟเฟตต์ก็ขายหุ้น GEICO ออกไปในช่วงปี 1952 และได้กำไรมาราวๆ 50% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ถ้าเขาอดทนถือให้ถึง 20 ปี มูลค่าของเงิน $10,000 ที่ลงทุนในตอนแรก จะพุ่งขึ้นสูงถึง 1.3 ล้านเหรียญ




กลับมาซื้ออีกครั้ง


เขาเองรู้ตัวเสมอว่าได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ เมื่อได้โอกาสเข้าซื้อหุ้นของ GEICO เนื่องจากเห็นว่าบริษัทมีประธานคนใหม่ที่สามารถนำพาบริษัทให้รอดพ้นจากภาวะขาดทุนที่กำลังเจออยู่ได้ บัฟเฟตต์จึงเริ่มเข้าซื้อหุ้น GEICO อีกครั้งในปี 1976 เป็นจำนวน 500,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 2.125 เหรียญ และเข้าซื้อเพิ่มอีกอย่างหนักหน่วง พอถึงปี 1980 เขาก็ถือหุ้น GEICO ด้วยเงินกว่า 45 ล้านเหรียญแล้ว


เมื่อถึงปี 1987 เงินทุนก้อนนี้ก็โตขึ้น 15 เท่า และเมื่อถึงปี 1995 บัฟเฟตต์ก็เข้าซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดของบริษัท โดยใช้เงินทั้งสิ้น 2.3 พันล้านเหรียญ แน่นอนว่ามันแพงกว่าตอนแรกที่เขาซื้อเมื่อวัยละอ่อนหลายเท่าตัวนัก แต่การลงทุนในวันนั้นก็คุ้มค่า เพราะบริษัท GEICO ยังสามารถทำเงินได้เพิ่มขึ้นทุกปี และกลายเป็น 1 ใน 10 บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ




ซื้ออีกหรือไม่
อยู่ที่มูลค่า


ถ้าเปลี่ยนจากบัฟเฟตต์เป็นตัวเราเอง การที่เราเห็นหุ้นที่เพิ่งขายไปไม่นานนัก มีราคาเปลี่ยนแปลงไปเพียง 50% เราก็ใจเสียแล้ว แต่บัฟเฟตต์กลับเข้าซื้อใหม่ได้โดยไม่สนใจต้นทุนเก่าเลยแม้แต่น้อย แม้ราคาใหม่ที่เข้าซื้อจะแพงกว่าเดิมประมาณ 100 เท่า


เพราะสิ่งที่เขาให้ความสนใจ ไม่ใช่ราคาปัจจุบันเมื่อเทียบกับราคาที่เคยซื้อขายก่อนหน้านี้ แต่เขาให้ความสนใจกับมูลค่าที่แท้จริงของมัน ตราบใดที่ราคาหุ้น ยังมีส่วนเผื่อความปลอดภัย (margin of safety) ที่สูง และกิจการยังมีโอกาสเติบโตต่อได้ แม้ราคาจะแพงกว่าที่เราเคยเทรดสักสิบหรือยี่สิบเท่า มันก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี


ขายหมูไม่ใช่เรื่องผิด แต่การกลัวแบบไม่มีเหตุผล เพียงเพราะราคาหุ้นมันแพงกว่าที่เคยซื้อขายมาก่อนหน้าต่างหาก จะทำให้เราขายหมูอยู่ร่ำไป

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

หุ้น 3,216 เด้งของเกรแฮม : https://www.investing.in.th/content/16962/หุ้น-3216-เด้งของเกรแฮม

GEICO - The “Growth Company” That Made the “Value Investing” Careers of Both Benjamin Graham and Warren Buffett (Wedgewood VIC Presentation) : https://www.gurufocus.com/news/218282/geico--the-growth-company-that-made-the-value-investing-careers-of-both-benjamin-graham-and-warren-buffett-wedgewood-vic-presentation---

Berkshire Hathaway annual report : http://www.berkshirehathaway.com/2017ar/2017ar.pdf