หมดตัวเพราะคริปโต

 

เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrencies (บางคนเรียกสั้นๆ ว่าคริปโต) เป็นสกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานทั่วไป ที่ต้องการจับจ่ายใช้สอยด้วยบางสิ่งที่ปลอดภัยกว่าเงินสด และไม่สามารถพิมพ์ซ้ำได้เหมือนกับเงินตราหลายๆ สกุลในโลก ซึ่งปัจจุบันเงินคริปโตนั้นก็มีหลากหลายสกุล ทั้ง Bitcoin, Etherium, Ripple และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากจะเอาไว้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ยังนำมาใช้ซื้อขายเพื่อเก็งกำไรได้ด้วย


ช่วงปีที่แล้ว เงินดิจิทัลเหล่านี้เป็นที่พูดถึงกันมากทั้งในหมู่นักลงทุนและบุคคลทั่วไป แม้แต่คนที่ไม่เคยลงทุนอะไรมาก่อนเลยชีวิตนอกจากเงินฝากออมทรัพย์ ก็ยังกล้านำเงินมาลงทุนในตลาดเงินคริปโตเหล่านี้ เพราะผลตอบแทนในอดีตของมันที่ล่อตาล่อใจมาก หากใครเข้าซื้อ Bitcoin สักราวๆ 3 ปีก่อน แล้วมาขายที่จุดสูงสุด ก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงเกือบๆ 100 เท่า ใครกันจะอดใจไหว


กราฟราคาของบิทคอยน์ที่เคยวิ่งจากราวๆ 200 เหรียญ ไปสู่จุดสูงสุดที่ประมาณ 20,000 เหรียญ


แต่ปีนี้ (2018) ตลาดคริปโตไม่ได้เป็นหมูให้เชือดนิ่มเหมือนเคย เพราะสกุลเงินหลายตัว (อันที่จริงก็เกือบทั้งหมด) ราคาลดลงชนิดที่ถล่มจมดิน มูลค่าตลาด cryptocurrencies ทั่วโลกลดลงกว่า 75% คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ


และแน่นอนว่ามีหลายคนที่ฝันจะใช้คริปโตเปลี่ยนชีวิต แต่กลับถูกคริปโตขยี้ฝันให้หายไปในพริบตา




Pete
Roberts


ชายอายุ 28 ผู้นี้อาศัยอยู่ในเมือง Nottingham ประเทศอังกฤษ เขาเองได้เข้าลงทุนในตลาดเงินดิจิทัลด้วยเงินราวๆ 23,000 เหรียญในช่วงที่ตลาดกำลังบูมสุดขีด แต่มาถึงตอนนี้ เงินลงทุนของเขากลับเหลือเพียงแค่ 4,000 เหรียญเท่านั้น


“ผมกลัวจริงๆ ว่าเงินที่ลงทุนไว้จะหายไป ผมอยากแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดนะ เงินที่ขาดทุนไปมันหนักซะจนทำผมป่นปี้เลย” — Pete Roberts




Kim
Hyon-jeong


ข้ามมาอีกฟากหนึ่งของโลก คุณแม่ชาวเกาหลีใต้อายุ 45 ท่านนี้ ได้นำเงินกว่า 100 ล้านวอน หรือประมาณ 90,000 เหรียญ เข้ามาเดิมพันในตลาดคริปโตอันร้อนแรง (เงินบางส่วนมาจากการกู้ยืมด้วย) จนตอนนี้เธอขาดทุนไปแล้วกว่า 90%


“ฉันก็คิดว่าเงินคริปโตจะเป็นแสงสว่างให้กับคนที่ทำงานหนักอย่างพวกเรา อุตสาห์หวังว่าทั้งครอบครัวและฉันจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ แต่ไม่เลย ผลลัพธ์มันไม่เป็นอย่างที่คิดเลย” — Kim Hyon-jeong


นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ ราคาของบิทคอยน์ก็ปรับตัวลดลงมาแล้วมากกว่า 50%





ไม่มีอะไร
ได้มาโดยง่าย


จริงอยู่ที่ตลาดเงินดิจิทัลจะมีความผันผวนมากกว่าตลาดหุ้น แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ในหุ้นมาก่อนแล้ว การเข้ามาเทรดสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะอย่างน้อยก็พอมีความรู้เบื้องต้นมาบ้างแล้ว ทั้งการหาข้อมูล การวิเคราะปัจจัยพื้นฐาน การดูแนวโน้มราคา ฯลฯ


แต่คนทั่วไป ซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ในตลาดคริปโต หลายๆ คนเข้ามาเพียงเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นเร็ว ขึ้นแรง ได้ผลตอบแทนง่ายๆ ในระยะเวลาอันสั้น โดยที่ไม่มีความรู้ติดตัวเข้ามาแม้แต่น้อย


ท้ายที่สุด ตลาดก็มักจะสอนบทเรียนราคาแพงให้เสมอ เหมือนกับช่วงก่อนปี 40 ที่คนไทยเข้าไปเล่นหุ้นแบบไม่มีความรู้จำนวนมาก ต่างก็พบจุดจบที่เลวร้ายไม่ต่างกับ cryptocurrencies


ในฐานะนักลงทุนอย่างเรา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่เราต้องใส่ใจไม่ใช่เพียงแค่ผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความรู้ ว่ามีมากแค่ไหน เรื่องของความเสี่ยง ว่าจะมีโอกาสขาดทุนขนาดไหน และสภาพจิตใจของเราเอง ว่าพร้อมแค่ไหนที่จะเข้าไปลงทุนกับมัน ไม่เช่นนั้นเราก็เป็นเพียงคนที่เอาเงินออมมาผลาญไปกับตลาดเท่านั้น


เวลาเปลี่ยน สินทรัพย์เปลี่ยน แต่ความโลภของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

After the bitcoin boom: hard lessons for cryptocurrency investors : https://www.cnbc.com/2018/08/20/after-the-bitcoin-boom-hard-lessons-for-cryptocurrency-investors.html