ถ้าโรงงานยาสูบเป็นหุ้น ควรมีราคาเท่าไหร่

Last updated: Aug 29, 2018  |  861 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

อย่างที่เรารู้กันว่าโรงงานยาสูบนั้นเป็นผู้ผลิตบุหรี่รายเดียวในประเทศไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2482 และยังเป็น 1 ใน 10 รัฐวิสาหกิจที่ส่งเงินเข้ารัฐต่อปีมากที่สุด แม้ประเทศเราจะมีการรณรงค์ให้งดสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง แต่ในปีที่ผ่านมา โรงงานยาสูบก็ยังผลิตบุหรี่ถึง 18,000 ล้านมวนอยู่ดี


ถ้าไม่นับเรื่องความสีดำของธุรกิจนี้ ก็นับว่าอุตสาหกรรมยาสูบนั้นมีความแข็งแกร่งมากๆ ผู้ซื้อต้องซื้ออย่างต่อเนื่อง ผู้ขายเองก็เป็นผู้ผลิตรายเดียวในไทย แถมราคาปรับขึ้นได้เรื่อยๆ แน่นอนว่ารายได้ต้องเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงกำไรสุทธิด้วยเช่นกัน


หากเป็นหุ้นที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ มันคงเป็นหุ้นแข็งแกร่งชั้นเยี่ยม ติดตรงที่โรงงานยาสูบไม่ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น แต่ถ้าจดล่ะ ? โรงงานยาสูบควรมีราคาต่อหุ้นเท่าไหร่กัน




รายได้และกำไร
เพิ่มเรื่อยๆ


รายได้ กำไรสุทธิ และอัตรากำไรสุทธิของโรงงานยาสูบ โดยอัตรากำไรสุทธินั้นหาได้จาก กำไรสุทธิ หารด้วยรายได้ จะทำให้เรารู้ว่าทุกยอดขาย 100 บาทนั้น บริษัทสามารถเก็บกำไรเข้ากระเป๋าได้จริงๆ กี่บาท สำหรับโรงงานยาสูบ ยอดขายทุก 100 บาท จะเหลือเป็นกำไรสุทธิประมาณ 14 บาท


จากรูปนี้ จะเห็นว่าทั้งรายได้และกำไรสุทธิของโรงงานยาสูบก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นด้วย สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวเลขล่าสุดนั้น โรงงานยาสูบมีรายได้ 67,741 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 62,040.43 ล้านบาท (กำไรขั้นต้นเกือบจะพอๆ กับรายได้ แปลว่าต้นทุนในการผลิตยาสูบต่อมวนนั้นต่ำมาก) และกำไรสุทธิ 9,343.33 ล้านบาท




ราคาต่อหุ้น
ควรเป็นเท่าไหร่


ในการหาราคาซื้อขายต่อหุ้น เราจะใช้วิธีการหามูลค่าแบบ relative valuation โดยการดูว่าหุ้นบริษัทผลิตบุหรี่รายอื่นๆ มีการซื้อขายกันด้วยอัตราส่วนเท่าไหร่ ซึ่งในที่นี้เราจะใช้อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ หรือ PE เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ


ตลาดหุ้นไทยนั้นไม่มีบริษัทผลิตบุหรี่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การหาค่า PE เฉลี่ยของอุตสาหกรรมบุหรี่จะหาจาก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตบุหรี่ในต่างประเทศ อันได้แก่ Philip Morris (บุหรี่ยี่ห้อ Malboro และ LM), British American Tobacco, Altria Group และ Vector Group ซึ่งบริษัททั้งสี่แห่งนี้ ถูกซื้อขายกันในตลาดหุ้นด้วยค่า PE ที่เฉลี่ยแล้วประมาณ 14 เท่า


โลโก้ของแบรนด์ผู้ผลิตบุหรี่ยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ซึ่งแต่ละบริษัทนั้นมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ไปจนถึงล้านล้านบาท


เมื่อได้ค่า PE มาแล้ว ลำดับต่อมาคือการหากำไรสุทธิต่อหุ้น โรงงานยาสูบนั้นไม่ได้มีการแจ้งไว้ว่าจดทะเบียนเป็นบริษัทด้วยจำนวนหุ้นเท่าไหร่ แจ้งเพียงแค่มีทุนอยู่ที่ 488,240.15 บาท ดังนั้นสมมติให้โรงงานยาสูบจดทะเบียนเป็นบริษัทที่หุ้นละ 1 บาท (หรือพาร์ 1 บาท) เท่ากับว่าจะมีจำนวนหุ้นอยู่ที่ 488,240 หุ้น


การหากำไรสุทธิต่อหุ้น ทำได้โดยการนำกำไรสุทธฺิ หารด้วยจำนวนหุ้น ในปี 2560 โรงงานยาสูบมีกำไรสุทธิ 9,343.33 ล้านบาท และจำนวนหุ้นอยู่ที่ 488,240 หุ้น กำไรต่อหุ้นจะเท่ากับ 19,136.76 บาท


จากนั้น นำมาคูณด้วยค่า PE ที่ 14 เท่า สุดท้ายแล้ว ถ้าบริษัทผู้ผลิตบุหรี่รายเดียวในประเทศแห่งนี้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น จะมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณหุ้นละ 267,914.60 บาท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 130,806.62 ล้านบาท ใหญ่กว่าหุ้น BTS และ DTAC ด้วยซ้ำไป




หุ้นดี
PE ต่ำ ?


มองเผินๆ แล้ว โรงงานยาสูบน่าจะเป็นธุรกิจที่ดีมาก ทั้งการผูกขาด และผู้ซื้อเองก็ต้องซื้อซ้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หากวิเคราะห์ดีๆ บริษัทแห่งนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ นั่นคือผู้บริโภคยังมีทางเลือกในการซื้อบุหรี่ได้อีกหลายยี่ห้อทั้งของไทยและของนอก รวมไปถึงสถานการณ์ล่าสุดก็ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเกือบ 80% ในปี 2550 มาเหลือเพียง 56% ในอีกสิบปีต่อมา


แบรนด์บุหรี่ที่จำหน่ายในประเทศไทยซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้น (ขอบคุณภาพจาก upic.me)


นอกจากนั้น การปรับขึ้นภาษีของกรมสรรพสามิตยังส่งผลต่อราคาบุหรี่โดยตรง นโยบายต่างๆ ของทางภาครัฐที่ส่งเสริมให้คนเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง และเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างบุหรี่ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยกดดันให้ค่า PE ของอุตสาหกรรมบุหรี่ ไม่ได้สูงมากอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับหุ้นชั้นนำตัวอื่นๆ ในตลาดหุ้น




ผูกขาด
ก็มีจุดอ่อน


โรงงานยาสูบนั้นแทบจะเป็นผู้ผูกขาดการผลิตบุหรี่รายเดียวในประเทศไทยก็จริงอยู่ แต่ไม่มีธุรกิจไหนที่ไม่มีจุดอ่อน ทั้งจากภาครัฐและเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุด ทางบริษัทเองก็พยายามปรับตัวตามสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ และรวมถึงบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ในต่างประเทศด้วย จะใหญ่แค่ไหนก็ต้องเจอกับความท้าทายอย่างเลี่ยงไม่ได้


ไม่ใช่แค่เฉพาะธุรกิจบุหรี่ หุ้นหลายๆ ตัวในตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนอาจมองว่ามันดี เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไร้เทียมทานจนไม่อาจมีใครมาสู้ได้ แต่ถ้าเราค้นหาความจริงให้ลึก วิเคราะห์อย่างไม่ลำเอียง เราจะรู้ว่าเพราะเหตุใดตลาดจึงให้ราคาหุ้นแต่ละตัวไม่เท่ากัน


หน้าที่ของนักลงทุนจึงไม่ใช่แค่หาหุ้นราคาถูก แต่ต้องหาหุ้นที่ราคาดีพร้อมกับคุณภาพกิจการที่เหมาะสม การซื้อหุ้นโรงงานยาสูบที่ราคา 267,914.60 บาท ด้วยค่า PE 14 เท่าเราอาจมองว่ามันไม่แพง แต่ถ้าวันหนึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่บุหรี่ดั้งเดิมได้ กำไรสุทธิที่ลดลงอาจทำให้ค่า PE จากสิบพุ่งเป็นร้อยได้ไม่ยาก


วิเคราะห์ให้ดีและมองให้รอบด้าน แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังลงทุนอยู่ เป็นหุ้นของบุหรี่ที่กำลังจุดไฟโชติช่วง หรือก้นบุหรี่ที่รอวันดับมอดกันแน่

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

บริษัทยาสูบและส่วนแบ่งการตลาด : http://www.trc.or.th/th/เครือข่าย-ศจย/item/113-บริษัทยาสูบและส่วนแบ่งการตลาด.html

งบการเงินของโรงงานยาสูบ ประจำปี 2560 : http://www.thaitobacco.or.th/th/wp-content/uploads/2018/05/Financial-Statement-2560.pdf

หุ้นในอุตสาหกรรมบุหรี่ : https://finance.yahoo.com/screener/predefined/cigarettes/

ทางออกนอกตำรา : เบื้องลึก โรงงานยาสูบถังแตก! : http://www.thansettakij.com/content/266099


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง