เมื่อไหร่ควรเลิกเล่นหุ้น

Last updated: Aug 30, 2018  |  1732 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset

 

การเล่นหุ้น (รวมถึงการลงทุนในหุ้น) ล้วนมีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะสูญเสียเงินต้นได้เสมอ แต่ด้วยความที่ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีโอกาสร่ำรวยได้ ในทุกๆ วันจึงมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาในตลาดเสมอ บางคนอาจกำไรก็ลงทุนต่อ ส่วนคนที่ขาดทุนก็ยังลงทุนต่อไป เพราะเชื่อว่าสักวันจะต้องกลับมาได้กำไรอีกครั้ง


ตลาดหุ้นไม่ได้ต่างอะไรกับคาสิโนที่ถูกกฎหมาย สิ่งที่เหมือนกันคือมันทำให้คนติดใจได้และยากที่จะถอนตัว ลองนึกถึงคนที่เป็นผีพนัน มันยากมากกว่าที่เขาจะตาสว่างว่าตัวเขาสูญเสียไปเท่าไหร่แล้วก่อนที่จะเลิกเล่น แล้วตลาดหุ้นล่ะ ? มีใครมาบอกเราบ้างว่าเมื่อไหร่ควรเลิก




แล้วเมื่อไหร่
ควรเลิกเล่น


อาจเป็นคำถามแสลงและไม่เป็นมงคล แต่ต้องยอมรับความจริงว่า "ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการเล่นหุ้น" เราอาจเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าผู้ที่ทำเงินได้จะมีเพียงแค่ 20% ของจำนวนคนทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งนี่ก็เป็นความจริง และคน 20% ที่ว่าก็กินเงินกว่า 80% ที่มีทั้งหมดในตลาดเสียด้วย


ตลาดหุ้นเองให้โอกาสทุกคนเท่ากัน ค่าคอมมิชชั่นใกล้เคียงกัน มีเครื่องมือหรือโปรแกรมที่ดีไม่แพ้กัน เข้าถึงข้อมูลรวดเร็วพอกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำเงินได้ ปัจจัยที่ส่งผลให้คนๆ หนึ่งสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุน มันไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ดีกว่าคนอื่นเท่านั้น




ความรู้ไม่พร้อม


ปัจจัยเบื้องต้นที่เราควรจะเลิกเล่นหุ้นก็คือความรู้ เหมือนกับเรานั่งอยู่ในวงไพ่ป๊อกเด้ง แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการนับเลขต้องนับอย่างไร เล่นให้ตายก็ไม่มีทางชนะ ตลาดหุ้นเองก็เช่นกัน หลายคนกำเงินเข้ามาแบบไม่มีความรู้ ก็ยากที่จะอยู่รอด



ถ้าความรู้ไม่พร้อม ก็เพียงแค่หยุดเล่น แล้วไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม (ทั้งการอ่านหนังสือ เข้าฟังสัมมนา หรือดูคลิปตาม YouTube) ซึ่งคนที่ตั้งใจจริงๆ ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่ตั้งใจ หวังแต่รวยเร็วๆ หรือบางคนพยายามแค่ไหนก็ไม่เข้าใจเรื่องการเงินและการลงทุน ทางที่ดีที่สุดคือ เลิกลงทุนในหุ้น แล้วใช้เวลาหาเงินกับทางอื่น




จิตใจไม่พร้อม


ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงควบคู่อยู่เสมอ ราคาหุ้นสามารถขึ้นลงมากกว่าวันละ 10% ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น นักลงทุนที่เข้ามาพร้อมกับเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ต้องเข้าใจธรรมชาติของหุ้นว่ามันมีขึ้นมีลง ไม่อย่างนั้น หากทุกวินาทีที่ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไป แล้วเราเอาอารมณ์ไปผูกกับราคาหุ้น เราจะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวไปตามตลาด ยากที่จะลงทุนด้วยสติได้


และแน่นอนว่า เมื่อลงทุนด้วยความขาดสติ ใช้เพียงอารมณ์โลภและกลัวเป็นตัวนำ ผลขาดทุนก็จะมาเยือนในไม่ช้า




เงินไม่พร้อม


คนที่เข้ามาลงทุนในตลาด ต้องทำใจไว้เสมอว่าเงินลงทุนก้อนนี้อาจจะหายไปทั้งหมดก็ได้ ดังนั้น เงินที่เอามาใช้ลงทุนจึงควรเป็นเงินที่เหลือจากการเก็บออมจริงๆ แล้วเท่านั้น ไม่ต้องใช้เงินนี้ในอนาคต ไม่มีเงินนี้ก็สามารถอยู่ได้ หากยังไม่มีเงินที่ไร้ภาระดังกล่าว ก็เพียงแค่ใช้เวลาเก็บเงินเพิ่ม ไม่ต้องรีบ ตลาดหุ้นไม่เคยหนีไปไหน




ลงทุนแล้วเครียด


ปัจจัยสำคัญข้อสุดท้ายคือความเครียด ถ้าลงทุนแล้วไม่มีความสุข รู้สึกว่าอึดอัดทุกครั้งที่ซื้อแล้วลง ขายแล้วขึ้น เห็นหุ้นคนอื่นกำไรดีกว่าก็เครียด เห็นหุ้นตัวเองลงหนักกว่าคนอื่นก็เครียด ก็ควรเลิกเล่นหุ้น หรือเปลี่ยนสไตล์การลงทุนให้มีความอนุรักษ์นิยมมากขึ้น แค่ตัวตลาดหุ้นเองก็มีความเครียดมากพออยู่แล้ว จะเพิ่มความเครียดให้ตัวเองอีกไปทำไม




เลิกเล่นหุ้น
แต่ต้องลงทุน


ใช่ว่าเลิกเล่นหุ้นแล้วเราจะต้องลาขาดจากตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต เพราะความจริงอย่างหนึ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ ในระยะยาวแล้ว ตลาดหุ้นคือสิ่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ชนะเงินฝากธนาคาร พันธบัตร หรือกระทั่งทองคำ แม้เราจะไม่ได้เล่นหุ้นเอง แต่ปัจจุบันก็มีทางเลือกการลงทุนมากมายที่ช่วยทำให้เงินเรางอกเงยได้ เช่น กองทุนรวมหุ้นต่างๆ รวมถึงกองทุนดัชนี (index fund)



หลายๆ คนที่ทำงานประจำหรือทำธุรกิจส่วนตัวเป็นหลัก แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เหมาะกับตลาดหุ้น ก็มักจะใช้วิธีนี้เป็นตัวสร้างความมั่งคั่งให้กับเงินเก็บ จริงอยู่ที่ผลตอบแทนจะสู้การเลือกหุ้นเป็นรายตัวไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าการเก็บเงินไว้ในธนาคารเฉยๆ
และจากสถิติที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 10% (รวมเงินปันผล) ซึ่งผลตอบแทนระดับนี้ หากเราลงทุนเป็นระยะเวลาที่นานพอ เช่น 30 ปี เงินที่เราลงทุนไป 1 แสนบาท จะเพิ่มเป็นเงินถึง 1.7 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งระหว่างที่รอให้เห็นพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น เราก็เอาเวลาไปทำงานเพื่อเก็บเงินลงทุนเพิ่ม


เพราะฉะนั้น ตลาดหุ้นจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับทุกคน และก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกันที่เราจะเลิกเล่นเพียงเพราะเราไม่เหมาะกับมัน อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่ไม่รู้ตัวว่าไม่พร้อม แล้วเอาเงินมาถลุงในตลาด พร้อมกับความหวังแบบลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันจะต้องรวย

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง