สายการบินที่บัฟเฟตต์ซื้อ กับสายการบินของไทย ต่างกันตรงไหน

Last updated: Sep 8, 2018  |  2649 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

เราอาจเคยได้ยินมาว่า Warren Buffett นั้นแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสายการบิน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ต้นที่เพิ่มขึ้นตลอด ทั้งค่าน้ำมัน ค่าจ้างพนักงาน ค่าธรรมเนียมสนามบิน ฯลฯ แค่ค่าโดยสารกลับลดลงต่อเนื่องเพื่อแย่งลูกค้า มองยังไงมันก็ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีเลย


แต่ถึงตอนนี้ บัฟเฟตต์กลับทยอยสะสมหุ้นสายการบินอย่าง Southwest Airline และ Delta Airline อย่างต่อเนื่อง ซึ่งค่อนข้างขัดกับสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ราวกับฟ้ากับเหว (เหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นสองสายการบินนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ Billionaire VI)


การที่เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮาเข้าลงทุนในธุรกิจสายการบิน นั่นแปลว่าเขาต้องมองเห็นอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปมองข้าม ถ้าอย่างนั้น หุ้นสายการบินในประเทศไทยล่ะ ? สายการบินที่บัฟเฟตต์ซื้อ กับสายการบินของไทย มันต่างกันตรงไหน


เรามาเทียบระหว่างหุ้น Southwest  LUV  , Delta  DAL  , การบินไทย  THAI  , ไทยแอร์เอเชีย  AAV  และนกแอร์  NOK  ไปพร้อมๆ กันดีกว่า




รายได้และกำไร







ผลประกอบการของทั้ง 5 สายการบิน


ทั้ง 5 สายการบินนั้นมีรายได้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี (ยกเว้นการบินไทย) แต่ในส่วนของกำไรสุทธิ มีเพียงแค่ Southwest, Delta และไทยแอร์เอเชียเท่านั้นที่กำไรสุทธิเป็นบวก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นในส่วนของความสามารถในการหาเงิน สายการบินในไทยเพียงแห่งเดียวที่เข้าเกณฑ์คือไทยแอร์เอเชีย




อัตรา
กำไรสุทธิ


อัตรากำไรสุทธิเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า รายได้ทุกๆ 100 บาทที่กิจการทำได้ จะเหลือเป็นกำไรเก็บเข้ากระเป๋ากี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี แปลว่ากิจการนั้นสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ  LUV  และ  DAL  นั้นมีอัตรากำไรสุทธิ 16.45% และ 8.68% ตามลำดับ


แต่ในส่วนของสายการบินไทยแอร์เอชีย พบว่ามีอัตรากำไรสุทธิเพียง 3.96% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าสองสายการบินที่บัฟเฟตต์เลือกลงทุนไปแบบไม่เห็นฝุ่น




หนี้สินต่อทุน



ทั้งสามสายการบินล้วนมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ไม่สูงมากนัก โดย LUV และ AAV มีค่าใกล้เคียงกันคือ 1.4 เท่า (หนี้สินมากกว่าทุน 1.4 เท่า) ส่วน DAL อยู่ที่ 2.8 เท่า ซึ่งก็ถือว่าไม่สูงเกินไปนัก หากเทียบกับสายการบินไทยที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนถึง 8 เท่า สามสายการบินดังกล่าวนั้นดูเป็นหุ้นที่มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรงไปในทันที




สิ่งที่น่าสนใจ


แม้หุ้น LUV และ DAL จะมีความได้เปรียบเรื่องของศักยภาพในการทำกำไร รวมถึงโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง แต่ตลาดก็เทรดกันด้วยค่า PE เพียงแค่ 16 และ 12 เท่าตามลำดับ ขณะที่หุ้น AAV ซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิราวๆ 4% เท่านั้น กลับเทรดกันที่ค่า PE ถึงเกือบ 30 เท่า สะท้อนถึงความคาดหวังในอนาคตของนักลงทุนเป็นอย่างมาก


คงไม่ต้องแปลกใจที่บัฟเฟตต์จะเข้าซื้อหุ้นของ Southwest Airline และ Delta Airline เพราะนอกจากจะเป็นกิจการที่ดี สามารถทำเงินได้ ยังซื้อขายกันด้วยราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไรของกิจการ ขณะที่หุ้นอย่าง AAV แม้จะมีคุณสมบัติที่คล้ายกัน แต่อัตรากำไรสุทธิที่ต่ำกว่า และซื้อขายกันด้วยค่า PE ที่สูง ก็ทำให้การลงทุนในหุ้น AAV มีความเสี่ยงมากกว่าได้


ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นพื้นฐานของการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ นั่นคือซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

ทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์ลงทุนในหุ้นสายการบิน : https://www.facebook.com/billionairevalueinvestors/posts/1844113409012683

งบการเงิน LUV : https://finance.yahoo.com/quote/LUV/balance-sheet?p=LUV

งบการเงิน DAL : https://finance.yahoo.com/quote/DAL/balance-sheet?p=DAL

งบการเงิน THAI : https://www.finnomena.com/stock/thai

งบการเงิน AAV : https://www.finnomena.com/stock/aav

งบการเงิน NOK : https://www.finnomena.com/stock/nok