เล่นหุ้นด้วยกราฟ ไม่รวยจริงเหรอ

Last updated: Sep 9, 2018  |  2017 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset

 

กำลังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันใหญ่ในโลกของพันทิป สืบเนื่องจากกระทู้ “ทำไมนักเล่นหุ้น สายกราฟ ถึงไม่รวย” ที่ตั้งคำถามว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมามาก แต่ทำไมถึงค่อยพบเจอกับนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ หรือพูดแบบภาษาชาวบ้านคือ ทำไมยังไม่รวยเป็นร้อยล้านเสียที


โดยเจ้าของกระทู้ได้ให้ข้อสังเกตไว้สองข้อคือ 1) ที่ยังไม่รวย เพราะเริ่มด้วยเงินทุนน้อย ไม่กี่แสนบาท หรือ 2) รวยแต่ไม่เปิดเผย ทำให้ไม่มีใครรู้จัก


เจตนาของบทความนี้ไม่ได้มีเพื่อคัดค้านแนวคิดของเจ้าของกระทู้ เพราะอย่างไรก็ตาม ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือคนเจ๊งเพราะกราฟหุ้นก็มีเยอะมาก แต่ความจริงอีกด้านคือ ไม่ว่าลงทุนสไตล์ไหนก็มีโอกาสเจ๊งเท่าๆ กัน และต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่เจอนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก




เริ่มด้วยเงินน้อย


เทรดเดอร์หลายคนเริ่มเทรดจากเงินลงทุนหลักแสน และยิ่งไปกว่านั้น มีไม่น้อยเลยที่ไม่ได้เติมเงินเข้าพอร์ทการลงทุนเพิ่ม แม้จะสร้างผลตอบแทนได้ 100 เท่า แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียง 500,000 บาท มันก็โตไปได้เพียง 50 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่อีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจได้ผลตอบแทนเพียง 10 เท่า แต่เริ่มลงทุนด้วยเงิน 100 และเพิ่มเงินลงทุนเข้าไประหว่างทางอีก 100 ล้านบาท ผลลัพธ์มันก็ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว



การเติมเงินเข้าพอร์ทไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถเร่งผลตอบแทนได้ไวมาก แต่ถ้าเราต้องการที่จะรู้ถึง performance ของนักลงทุนสักคนหนึ่ง ก็ต้องดูด้วยว่าเขาใส่เงินเพิ่มในระหว่างทางเท่าไหร่ และเริ่มลงทุนด้วยเงินต้นเท่าไหร่ หรือมีการใช้มาร์จิ้นหรือไม่




รวยแล้วเงียบ


อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราไม่พบเจอนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่นัก หรือกระทั่งนักลงทุนสายวีไอก็ตาม มีไม่น้อยเลยที่เลือกจะเก็บตัวเงียบๆ อยู่ท่ามกลางกองเงินกองทอง ซึ่งก็ไม่แปลก การมีคนรู้ว่าเรามีเงินเท่าไหร่อาจจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสียก็เป็นได้



แล้วเพราะอะไรเราถึงเจอนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานตามสื่อต่างๆ มากกว่าล่ะ ? เขาอาจไม่ได้ตั้งใจออกสื่อ แต่บางครั้งเขาอาจถือหุ้นเยอะจนมีรายชื่อติดผู้ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่เทรดเดอร์สายเก็งกำไร อาจถือหุ้นไม่นานขนาดนั้น จนไม่มีรายชื่อติดอยู่ตอนปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้น เลยไม่มีใครตรวจสอบความมั่งคั่งของเขาได้


อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจฟังดูตลกเสียหน่อยก็คือ จากการที่ได้ไปสอบถามเทรดเดอร์คนไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมากบางคน เขาเล่าถึงเหตุผลที่ไม่ค่อยบอกใครว่าลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้เก่งมากมายขนาดนั้น อีกอย่างคือ นักลงทุนทั่วไป รวมถึงคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับตลาดหุ้น มักมองว่าการซื้อขายตามกราฟดูมีคุณค่าน้อยกว่าการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน จนอาจโดนปรามาสว่าเป็นแค่คนที่โชคดีเท่านั้น




กลไกมัน
ต่างกัน


เรื่องนี้เป็นที่สงสัยกันมานานมากว่าเป็นความจริงหรือไม่ ลองนึกภาพตามว่า สมมตินักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานคนหนึ่ง ถูกเชิญไปสัมภาษณ์ และโดนถามว่ากำลังถือหุ้นอะไรอยู่ หรือสนใจหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็ตอบตามปกติ วันถัดมาราคาหุ้นอาจลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรแก่เขามากนัก กลับกลายเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเสียด้วยซ้ำไป


ขณะที่อีกคนหนึ่ง เป็นเทรดเดอร์ที่ซื้อขายด้วยกราฟ ถูกเชิญไปสัมภาษณ์เหมือนกัน และถูกถามเหมือนกันว่าสนใจหุ้นตัวไหน ทันทีที่เขาตอบไป นั่นหมายถึงสาธารณะชนรับรู้แล้วว่า คนนี้ถือหุ้นตัวนี้อยู่ และคนนี้เป็นสายกราฟ ถ้าราคาลงมาถึงจุดหนึ่งจะต้องขายตัดขาดทุน และคนที่รู้ไม่ใช่แค่คนทั่วไป แต่มือที่มองไม่เห็น (หรือกระทั่งเจ้ามือ) อาจพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ราคาหุ้นเสียแนวโน้มมากที่สุด จนนักลงทุนผู้นั้นต้องขายออก


ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DNA ที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว แต่อาจเป็นเพราะมีรายย่อยเข้าไปร่วมเล่นกันจำนวนมาก และทุกคนก็มองว่านี่คือหุ้นที่ดี ราคาจึงถูกทิ้งลงมาและกลายเป็นขาลงเหมือนเดิม ภาพที่เห็นนี้คือกราฟรายสัปดาห์ก่อนที่หุ้นจะถูกเทขายอย่างหนัก



ง่ายๆ ก็คือ มันมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานจะไม่มีข้อเมียเปรียบตรงนี้สักเท่าไหร่ เพราะเขาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่ามาก




โฟกัสกับตัวเอง


ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสายไหนก็ตาม คนที่ประสบความสำเร็จย่อมมีน้อยกว่าคนที่ล้มหายตายจากเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้ามีแต่คนได้กำไร ใครจะมาจ่ายเงินเป็นกำไรเข้าตลาด


และการที่เรารู้ว่าใครประสบความสำเร็จเท่าไหร่ บางทีมันอาจก่อให้เกิดอคติจากการลงทุนแบบไม่รู้ตัว เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคใที่มักจะเชื่อเสียงส่วนใหญ่เสมอ และนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็มักจะเป็นเสียงที่ใหญ่มากในตลาดเสียด้วย


โดยสรุปก็คือ เทรดเดอร์หรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่มากมาย เพียงแค่เราอาจยังไม่รู้จัก แต่ถ้าวันหนึ่งที่เรามีฝีมือมากพอ เราย่อมรู้จักคนที่เก่งระดับเดียวกันในไม่ช้า

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง