แค่ไหนที่เรียกว่าไม่ Over Trade

Last updated: Sep 12, 2018  |  1106 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset

 

Over Trade ความหมายแบบตรงๆ ก็คือการเทรดเกินตัว ซึ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ แบบแรกคือซื้อๆ ขายๆ บ่อยมากเกินไป กับแบบที่สอง คือเข้าซื้อหรือเปิดสถานะด้วยเงินขนาดที่มากเกินไป


ในแบบแรก การซื้อขายบ่อยๆ อาจทำให้เรามีโอกาสได้กำไรมากขึ้น แต่มันก็มาพร้อมความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วย เพราะเราต้องเอาเงินเข้าไปเดิมพันในตลาดบ่อยครั้งขึ้น


ส่วนแบบที่สอง การเข้าเทรดด้วยเงินที่มากเกินไป วิธีนี้อาจทำให้เราได้กำไรคำใหญ่มากกว่าปกติ (เช่น มีเงินอยู่ 1 ล้านบาท แล้วเอาเงินทั้งหมดซื้อหุ้นตัวเดียว ได้กำไรทีก็รวย) แต่ถ้าเกิดราคาไม่เป็นไปอย่างที่คิด เราก็จะโดนตลาดสวนกลับแบบเต็มๆ เช่นกัน




Over Trade
ตามหลักจิตวิทยา


ในกรณีของนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้หรือประสบการณ์มากนัก ถ้าเข้าเทรดบ่อยๆ หรือใช้เงินเยอะๆ ในการเทรดแต่ละครั้ง มองยังไงก็มีโอกาสขาดทุนมากกว่ากำไร


แล้วสำหรับเทรดเดอร์ที่มากประสบการณ์ล่ะ ? มองเผินๆ การเทรดแบบมากกว่าปกติน่าจะทำให้เขาทำเงินได้มากขึ้น จากเดิมที่เข้าซื้อหุ้นครั้งละไม่เกิน 25% ของพอร์ท แต่ในเมื่อเก่งแล้ว เลือกหุ้นเป็นแล้ว ก็น่าจะเข้าซื้อแบบเดิมพันทั้งพอร์ทกับหุ้นตัวเดียว แล้วรับกำไรเต็มๆ ไม่ดีกว่าหรือ ?



แต่ความจริงก็คือ เรายังเป็นมนุษย์ที่มี emotion เต็มเปี่ยม ลองนึกถึงตัวเราเองเวลาได้กำไรเยอะๆ ความรู้สึกหยิ่งผยองหรือ Ego จะเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว และทำให้เราเสี่ยงมากขึ้น เสี่ยงมากขึ้นไม่เท่าไหร่ แต่เราจะเข้าเทรดด้วยความประมาทมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เคยชนะมาแล้ว ทำไมจะชนะอีกไม่ได้ล่ะ ?


และในทางกลับกัน เมื่อเทรดแล้วขาดทุน ด้วยขนาดเงินที่มาก รวมถึงการเทรดขาดทุนติดกันหลายๆ ครั้ง ใจของนักลงทุนจะยิ่งพังมากกว่าเดิม เพราะรู้สึกว่าเงินที่สูญเสียไปนั้นมันมากกว่าที่คิด อยากเอาคืน แต่ยิ่งเสีย จนดูเหมือนเป็นผู้ถูกสาปแห่งโลกของการลงทุน หลายๆ คนถึงขั้นออกจากตลาดไปก็ด้วยสาเหตุนี้


ไม่ว่ามองมุมไหน Over Trade ก็เป็นสิ่งที่อันตรายถ้าไม่มีแผนรองรับที่ดี และไม่มีการจัดการอารมณ์ตัวเองที่ดีพอ




แค่ไหนถึงไม่
Over Trade


1) เทรดไม่เกินจำนวนครั้งที่เรารับได้ สำหรับสายเทรดสั้น รวมถึงคนที่ซื้อขายภายในวัน เมื่อเทรดมาสักระยะจะเริ่มรู้ขีดจำกัดของตนเองว่าเทรดกี่ครั้งถึงเพียงพอ บางคนเทรดได้ 5 ครั้ง บางคนได้ 10 ครั้ง เมื่อถึงจุดที่กำหนดไว้ ไม่ว่าตอนนั้นจะกำไรหรือขาดทุนสุทธิก็ให้หยุดเทรด


ถ้าภาพรวมทั้งวันมีกำไร นั่นแปลว่าฝีมือในวันนั้นเรายังดีอยู่ แต่ถ้าภาพรวมขาดทุน และขาดทุนหลายวันต่อเนื่องกัน การจำกัดจำนวนครั้งการเทรดจะช่วยให้เราไม่สูญเงินมากเกินไป และช่วยให้สภาพจิตใจของเราไม่เละไปกว่าเดิมด้วย



2) เดิมพันหนักได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนคนหนึ่งมีเงินทุน 1 ล้านบาท และยอมขาดทุนได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อการเทรดแต่ละครั้ง (2%) หากวันนึงเขาเจอหุ้นที่ราคาปัจจุบันคือ 10 บาท และจุดตัดขาดทุนเพียงแค่ 9.80 บาทเท่านั้น (ขาดทุน 0.20 บาทต่อหุ้น) เมื่อนำ 20,000 บาท มาหารด้วยขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น 0.40 บาทต่อหุ้น จำนวนหุ้นที่เขาจะได้ซื้อก็คือ 50,000 หุ้น หรือคิดเป็นเงิน 5 แสนบาท


ซึ่งในการเทรดนี้ แม้จะเข้าซื้อด้วยเงินกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ท แต่หากนักลงทุนมีเวลาติดตามตลาด และขายตัดขาดทุนได้อย่างรวดเร็วตามแผน การเทรดครั้งนี้ก็ไม่ถือว่า Over Trade เพราะมีการวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว




จะแก้นิสัยนี้
ยังไง


เทรดเดอร์บางคนอาจชอบจัดหนักเวลาเข้ามาเทรดในตลาดหุ้น ก็อยากให้ตระหนักไว้เสมอว่า ตลาดคือสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน หรือมีเงินมากแค่ไหน ทุกคนมีโอกาสขาดทุนเท่ากันทั้งนั้น


แม้แต่เซียนหุ้นบรรลือโลกอย่างจอร์จ โซรอส ก็เคยเทรดผิดทางจนสูญเงินหลายพันล้านมาแล้ว (อ่านความผิดพลาดของโซรอสได้ที่นี่) นับประสาอะไรกับนักลงทุนอย่างเรา ไม่มีใครได้กำไรไปตลอด เพราะฉะนั้น คุมความเสี่ยงให้ดี และอย่าเทรดมากเกินความจำเป็น


Over Trade อาจทำกำไรได้มาก แต่ถ้าผิดทาง เงินลงทุนอาจกลายเป็นศูนย์ได้ จนไม่เหลือเงินให้กลับมา Over Trade อีกเลย

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง