5 เหตุผลว่าทำไม เราถึงเลี่ยงการขายหมูไม่ได้

Last updated: Sep 28, 2018  |  1712 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

ขายหมู หมายถึงการที่เราซื้อหุ้นสักตัวหนึ่ง ขายมันออกไปเพื่อทำกำไร แต่หลังจากนั้นกลับวิ่งขึ้นจนหน้าหงาย ซึ่งหมูแต่ละคนนั้นก็ตัวใหญ่เล็กไม่เท่ากัน บางคนขายแล้ว ราคาขึ้นไปสัก 10-20% แต่บางคน ขายแล้วราคาขึ้นไปอีกหลายเด้งก็มี


ได้ยินแบบนี้ คงไม่มีใครที่อยากขายหมูเป็นแน่แท้ เพราะทุกคนต่างก็ต้องการขายหุ้นให้ได้ในราคาสูงที่สุด ชนิดที่ว่าขายปุ๊ปลงปั๊ปราวกับรู้ฟ้าดิน (หรือถ้าจะให้ดีคือ ได้ซื้อที่ราคาต่ำสุดด้วยอีกต่างหาก) หลายคนจึงเฟ้นหาเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการขายหมูให้ได้ ทั้งเครื่องมือทางปัจจัยพื้นฐาน และเครื่องมือทางเทคนิคอล


แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็ไม่มีทางเลยที่เราจะหลีกเลี่ยงการขายหมูได้ทุกครั้ง เพราะอะไรกันล่ะ




 1  ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด


หุ้นที่ราคาสูงจนดูน่าตกใจ แต่ถ้าผลประกอบการยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกิจการได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าตอนนั้นราคาหุ้นจะติดแนวต้าน หรืออินดิเคเตอร์ส่งสัญญาณให้ขาย ราคามันก็พร้อมจะวิ่งต่อได้เสมอ เพราะอย่าลืมว่า เจ้ามือที่แท้จริงคือผลประกอบการของบริษัท ราคาที่เราคิดว่าสูงสุด อาจจะยังเป็นเพียงเนินเตี้ยๆ ของยอดเขาขนาดใหญ่ก็ได้




 2  มีข่าวจากบริษัท


หากวันนึงหุ้นที่เราเพิ่งขายไป ผู้บริหารหรือคนที่เกี่ยวข้องออกมาให้ข่าวถึงแผนการเติบโตในอนาคต สิ่งเหล่านี้ก็สามารถผลักดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปได้แบบไม่น่าเชื่อ ยิ่งข่าวไหนที่มีน้ำหนักมากพอและมันเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ราคาปัจจุบันอาจเป็นแค่ฐานเริ่มก่อนที่จะเกิดการวิ่งขึ้นครั้งใหญ่


หุ้น CHOW ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหล็ก บริเวณวงกลมสีเหลืองคือช่วงที่มีข่าวว่าบริษัทจะขยายธุรกิจไปสู่พลังงานทดแทน แม้ตอนนั้นราคาจะขึ้นมากว่า 2 เท่าแล้ว ราคาก็ยังวิ่งไปต่อได้




 3  หุ้นตัวอื่นในกลุ่มยังดีอยู่


ในบางครั้งหุ้นมักจะขึ้นลงเป็นกลุ่มรายอุตสาหกรรม บางครั้งเป็นกลุ่มพลังงานทดแทน บางครั้งโรงไฟฟ้า บางครั้งอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวที่เราขายอาจจะมีสัญญาณที่บอกว่ามันไม่มีทางไปต่อได้ แต่ถ้าตัวอื่นๆ ในกลุ่มยังสดใส หุ้นที่เราขายไปก็อาจไม่ลงอย่างที่เราคิด




 4  มันยังไม่แพงในแง่ valuation


เราอาจคิดว่าหุ้นที่ขายไปนั้นจบรอบของการขึ้นแล้ว แต่ถ้าตอนนั้นพื้นฐานทางธุรกิจมีความแข็งแกร่งมาก และมันคุ้มค่าพอที่จะเข้าลงทุนยาวๆ นักลงทุนบางส่วนที่เลือกหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานอาจเข้ามาซื้อเพิ่ม ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้มักจะซื้อแล้วถือ ทำให้หุ้นหายออกไปจากตลาก เมื่อปริมาณหุ้นน้อยลง ราคาหุ้นก็ขยับขึ้นไปสู่มูลค่าที่มันควรจะเป็นง่ายขึ้น


หุ้น TASCO ประกอบธุรกิจยางมะตอย ช่วงที่วงกลมสีเหลืองคือตอนที่ราคาร่วงลงมากว่า 25% ในเวลาอันสั้น นักลงทุนสายเทคนิคอลอาจตัดสินใจขายเป็นส่วนใหญ่ เพราะราคาลงมาจนดูเหมือนว่าจะจบรอบขาขึ้นแล้ว แต่เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ยังดีอยู่ ราคาก็พร้อมที่จะวิ่งไปหามูลค่าที่มันควรจะเป็น




 5  มันอาจมีแรงขึ้นเฮือกสุดท้าย


หุ้นบางตัวที่เราเคยเห็นในอดีต จะมีช่วงเวลาที่หลังจากขึ้นมาแรงแล้วก็ลงหนัก และหลังจากนั้นราคาก็ยังพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกรอบได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการขึ้นเฮือกสุกท้าย ซึ่งมันอาจขึ้นมากกว่าราคาที่เราขายด้วยซ้ำให้ช้ำใจเล่น แต่การขึ้นรอบนี้วอลุ่มการซื้อขายอาจเบาบางมากอย่างน่าใจหาย เพราะคนเล่นแทบไม่มีแล้ว




จะรับมือยังไง


เห็นได้ชัดว่า มันมีปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อราคาหุ้น และทำให้การขายหมูคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยไม่เกี่ยงว่าคนนั้นจะเป็นหน้าใหม่หรือนักลงทุนระดับโลกอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ ที่ขายหมูหุ้น Home Depot  HD  จนมันขึ้นไปกว่า 1,300 เด้ง 


หุ้นของ Home Depot ที่ปีเตอร์ ลินช์ เข้าไปลงทุนในช่วงซ้ายมือของกราฟราคา ซึ่งนับจากจุดนั้นจนถึงปัจจุบัน ราคาก็ปรับตัวขึ้นมากว่า 1,300 เท่า


บทความที่เกี่ยวข้อง : Home Depot หมูพันล้านของ Peter Lynch


ในเมื่อเราขจัดมันไม่ได้ การรับมือกับมันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน หากเราขายหุ้นไปเพราะเห็นว่ามัน overvalue ไปแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ตามหุ้นตัวนั้นต่อ เพราะในอนาคตถ้าหุ้นตัวดังกล่าวมีปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาขึ้นอีกได้ เช่น ผลประกอบการที่จะโตขึ้น การขยายธุรกิจใหม่ บริษัทมี know-how ใหม่ๆ เมื่อเราวัดมูลค่าหุ้นอย่างเป็นประจำ หากถึงวันนึงที่หุ้นตัวนั้นกลับมาคุ้มค่าแก่การลงทุนอีกครั้ง เราก็เข้าซื้อ โดยไม่ต้องใส่ใจว่าราคาที่เราขายไปล่าสุดคือเท่าไหร่ โฟกัสเฉพาะมูลค่าที่แท้จริงในตอนนี้เท่านั้น


ส่วนนักลงทุนสายเทคนิค หากขายหุ้นไปเพราะว่ามันติดแนวต้านสำคัญ เป้าฟิโบนาชชีบอกให้ขาย หรืออินดิเคเตอร์ส่งสัญญาณให้ขาย แต่หลังจากนั้นราคากลับพุ่งขึ้นต่อไปได้ ก็ให้เราวิเคราะห์ต่อว่า การขึ้นครั้งนี้มีนัยขนาดไหน หากดูแล้วมันเป็นเพียงแค่แรงเฮือกสุดท้ายของราคา ก็ไม่ต้องเข้าไปเล่น แต่ถ้ามันมีโอกาสไปต่อได้จริง ก็ให้ดูว่าอัตราส่วนกำไรต่อขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น หรือ reward to risk ratio มีเท่าใด ถ้าได้ค่าออกมาสูง คุ้มค่ามากพอที่จะเสี่ยง ก็เข้าไปเล่นโดยไม่ต้องสนใจราคาที่เพิ่งขายมาเช่นกัน


อย่างน้อยได้ขายหมู ก็ดีกว่าไม่มีหมูให้ขาย

 


 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง