ในวันที่ อีลอน มัสก์ ไม่อยู่ หุ้นเทสล่าจะเป็นอย่างไร

Last updated: Oct 2, 2018  |  127 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

เดือนที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาทองของ อีลอน มัสก์ ไอรอนแมนตัวจริงผู้เป็นเจ้าของบริษัทเทสลา ที่มีข่าวทั้งการลองสูบกัญชาออกรายการสดทาง podcast และยังมีเรื่องของการโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่าจะนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์


เรื่องที่สองนี้เองที่เป็นประเด็น เพราะหลังจากที่เขาโพสต์ ราคาหุ้น  TSLA  ก็ผันผวนอย่างหนัก แล้ววันดีคืนดี มัสก์ก็ออกมาประกาศว่าแผนการดังกล่าวได้ยกเลิกแล้ว จนส่งผลให้มีนักลงทุนเสียหายจากข่าวนี้ และแน่นอนว่า กลต.ของสหรัฐฯ ก็ได้สั่งปรับเงินเขาเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านเหรียญ และถูกบังคับให้ออกจากการเป็นประธานของเทสลา


ช่วงที่มีข่าววันแรก ราคาหุ้น TSLA ร่วงลงมากว่า 14% แต่เมื่อวานนี้ (บทความนี้เขียนเมื่อ 2 ตุลาคม 2018) ราคาหุ้นกลับสามารถดีดกลับขึ้นมาได้กว่า 15% ซึ่งมันสะท้อนถึงการผ่อนคลายความกังวลของนักลงทุนอย่างเห็นได้ชัด





แล้วในระยะยาวล่ะ


แต่ราคาหุ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไรหากไม่มีมัสก์อยู่ ? อย่างแรกที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนคือ แม้เขาจะไม่ได้เป็นประธานบริษัท แต่ Elon Musk ก็ยังได้เป็นซีอีโอ ไม่ได้ตัดขาดจากบริษัทโดยสิ้นเชิง และถึงแม้จะถูกตัดขาดจากบริษัทโดยสิ้นเชิง ก็ใช่ว่า Tesla จะไม่สามารถเติบโตด้วยตนเองได้ เพราะในบริษัทก็ยังมีทีมงานคนอื่นๆ ที่เป็นวิศวกรมากฝีมือ ที่พร้อมจะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่บริษัทได้




ดู Apple
เป็นตัวอย่าง


ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อนตอนที่ Steve Jobs เสียชีวิต ก็มีแต่คนกังวลว่า Apple จะไร้ซึ่งการเติบโตและไอเดียเปลี่ยนโลกอีกต่อไป ในตอนที่ Jobs เสียชีวิต ราคาหุ้น  AAPL  อยู่ที่ประมาณ 50 เหรียญ แต่หลังจากนั้นปีเดียว ราคาก็สามารถวิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัวได้ รวมถึงรายได้และกำไรก็ยังโตต่อเนื่อง จนตอนนี้ราคาหุ้น AAPL อยู่ที่เกือบๆ 230 เหรียญแล้ว


กราฟหุ้น AAPL รายสัปดาห์ เส้นสีฟ้าคือช่วงที่ Steve Jobs เสียชีวิต ส่วนเส้นสีชมพู คือจุดที่ราคาหุ้นขึ้นมาแตะ 100 เหรียญเป็นครั้งแรก


สิ่งนี้เป็นเพราะว่า ช่วงชีวิตที่ Jobs ยังทำงานอยู่ที่บริษัท เขาได้สร้าง Brand Royalty อย่างแข็งแกร่งมาก มากซะจนคนยอมซื้ออะไรก็ได้ที่เป็นยี่ห้อผลไม้นี้ พอ Tim Cook เข้ามาบริหาร แม้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะไม่ได้ดูโดดเด่นเหมือนเก่า แต่คนก็พร้อมที่จะจ่าย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพและคุ้นเคยกับการใช้งาน จนยากที่จะเปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์มือถือของยี่ห้ออื่น


ในกรณีของ Tesla ก็อาจคล้ายกับ Apple มัสก์ได้ทำให้ Tesla กลายเป็นแบรนด์แรกๆ ที่คนต้องรู้จักเหมือนพูดถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งก็สอดคล้องกับส่วนแบ่งทางการตลาดที่บริษัทเป็นที่ 1 ในตลาดนี้ ดังนั้นแล้ว ต่อให้มัสก์ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (หรือกรณีเลวร้ายสุดคือเสียชีวิต) ก็เชื่อได้ว่า Tesla จะยังคงโตต่อไปได้อีกไกลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้




ความเสี่ยง
จากผู้บริหาร


ไม่ได้มีเฉพาะหุ้น AAPL หรือ TSLA หลายธุรกิจทั่วโลกรวมถึงในตลาดหุ้นไทย ต่างก็มีบริษัทที่มีความได้เปรียบบางอย่างขึ้นอยู่กับผู้บริหารล้วนๆ (ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถ หรือคอนเน็คชั่น) แม้จะเป็นข้อดีที่บริษัทสามารถเติบโตได้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง แต่หากวันนึงมีเหตุให้ผู้บริหารคนดังกล่าวไม่สามารถทำงานต่อได้ มันก็คือหายนะทางธุรกิจดีๆ นี่เอง


สำหรับนักลงทุนอย่างเรา ถ้าต้องการจะลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงจากผู้บริหาร ก็จำเป็นต้องตรวจสอบเสมอว่าบริษัทได้เตรียมแผนรองรับความเสี่ยงดังกล่าวหรือไม่ มีใครที่จะมาทำงานแทนผู้บริหารได้บ้าง และความได้เปรียบในการแข่งขันที่เคยเป็นอยู่ จะสามารถส่งต่อให้คนอื่นๆ ในทีมได้ไหม


ไม่เช่นนั้นแล้ว หาก Steve Jobs และ Elon Musk ไม่ได้ส่งไม้ต่อให้กับคนอื่นในบริษัท หุ้น APPL และ TSLA อาจตายตกตามผู้บริหารก็ได้

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing


 

  แหล่งอ้างอิง  

Best-selling all-electric cars in the United States in 2017, based on sales (in units) : https://www.statista.com/statistics/257966/best-selling-electric-cars-in-the-united-states/

Tesla Model 3 Outselling Small And Midsize Luxury Cars In U.S. In July [Infographic] : https://www.forbes.com/sites/niallmccarthy/2018/07/30/the-tesla-model-3-blew-away-the-competition-in-july-infographic/#bc5e5fc1c90e

"อีลอน มัสก์" ยอมทิ้งเก้าอี้ประธานเทสลา จ่ายค่าปรับให้ตลาดหุ้นสหรัฐอีกกว่า 600 ล้าน : https://www.sanook.com/news/7525354/