เพราอะไรบัฟเฟตต์ ถึงแพ้ตลาดมา 6 ปีแล้ว

Last updated: Oct 24, 2018  |  1956 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน

 

เราทุกคนต่างรู้ว่า บริษัท Berkshire Hataway  BRK.A  เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งโดยนักลงทุนที่ชื่อเสียงของเขายิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน วอเร็น บัฟเฟตต์ โดยในปี 2017 บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้กว่า 65.3 พันล้านเหรียญ คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 23% นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของกิจการที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านเหรียญ


แค่ปีเดียวยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 23% เงินที่ลงทุนกับบัฟเฟตต์ในวันนี้ 100 เหรียญ จะเพิ่มขึ้นเป็น 123 เหรียญภายในเวลาหนึ่งปี และถ้าเราลงทุนกับนักลงทุนระดับตำนานผู้นี้ นับตั้งแต่ปี 1965 (ซึ่งเป็นปีที่หุ้นเบิร์คไชร์จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น) ด้วยผลตอบแทนทบต้นกว่าปีละ 19.10% เงิน 100 เหรียญจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 885,954.86 เหรียญ


แต่เชื่อหรือไม่ว่า นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ผลตอบแทนของเขาแพ้ตลาดมาทั้งสิ้น 6 ปีแล้ว




ฝีมือตกหรือ



เราอาจเคยเห็นกราฟผลตอบแทนของบัฟเฟตต์เทียบกับดัชนีอย่าง S&P500 บ่อยๆ จะว่าเขาเองฝีมือตกก็ไม่ได้เพราะยังสามารถทำเงินได้อย่างต่อเนื่อง แต่เราต้องเข้าใจกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ว่า อะไรที่ใหญ่ ย่อมเคลื่อนไหวได้ช้าลง ซึ่งเรื่องนี้ก็ส่งผลมาถึงการลงทุนด้วย


เพราะพอร์ตโฟลิโอของเบิร์คไชร์นั้นใหญ่ระดับแสนล้านเหรียญ แม้ฝีมือของบัฟเฟตต์จะสามารถหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 50% ได้ไม่ยาก แต่ด้วยข้อจำกัดของเงินทุน หากบริษัทนั้นมีมูลค่าตลาดเพียง 1 พันล้านเหรียญ เขาก็ไม่สามารถซื้อมันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ จำเป็นต้องลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนรองลงมา ที่มีสภาพคล่องเพียงพอแก่ขนาดเงินทุนของเขา


กรอบสีแดงคือปีที่ผลตอบแทนของบัฟเฟตต์แพ้ตลาด จะเห็นว่าในช่วงหลังปี 2000 บัฟเฟตต์เริ่มจะแพ้ตลาดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากขนาดของเงินทุนที่ใหญ่ขึ้น




เข้าใกล้ค่าเฉลี่ย


และด้วยขนาดเงินทุนที่ใหญ่นี้เอง ทำให้ตัวของบัฟเฟตต์แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดไปแล้ว คือเริ่มได้ผลตอบแทนแต่ละปีที่ไม่ต่างจากตลาดหุ้นโดยรวมมากนัก จากกราฟด้านล่าง เราจะเห็นว่าความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนของเบิร์คไชร์และดัชนี S&P500 เริ่มวิ่งเข้าใกล้กันเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2000





ไม่ต้องเทียบ
กับตลาด


ในกรณีของบัฟเฟตต์ เกณฑ์การชี้วัดที่เหมาะสมของเบิร์คไชร์อาจดูจากผลตอบแทนที่เท่ากับตลาดก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และสำหรับนักลงทุนอย่างเราเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอาชนะตลาดให้ได้อย่างเอาเป็นเอาตายทุกปี กระทั่งก่อนหน้านี้ที่บัฟเฟตต์ยังมีพอร์ตการลงทุนไม่ใหญ่นัก เขาก็มีจังหวะที่แพ้ตลาด


เพราะทุกวิธีการลงทุนมันต่างมีช่วงเวลาทองของมัน กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์สามารถทำเงินได้ดีมากในช่วงวิกฤต แต่อาจไม่สามารถทำเงินได้เลยในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงเต็มสูบ อย่างในปี 1999 ที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขึ้นแทบทุกวัน ปีนั้นบัฟเฟตต์ก็ทำผลตอบแทนได้เพียงแค่ 0.50% เท่านั้น


หากนักลงทุนเปรียบเทียบผลตอบแทนกับตลาดอย่างสม่ำเสมอ และได้ผลตอบแทน 0.50% แต่ตลาดกลับวิ่งขึ้นไปถึง 30% สิ่งนี้อาจทำให้นักลงทุนอย่างเราไขว้เขว และเปลี่ยนไปลงทุนตามคนส่วนใหญ่ได้ง่ายๆ ทั้งที่ในความจริง มันอาจเป็นจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนของเรา ซึ่งไม่ว่าใครก็หลีกหนีเรื่องดังกล่าวไม่พ้น


ถ้าเราเปลี่ยนวิธีการลงทุนไปมา หรือซื้อหุ้นเพียงเพราะทำตามคนส่วนใหญ่ แทนที่จะแพ้ตลาดแค่ปีเดียว เราอาจต้องแพ้ตลาดไปตลอดกาล


เพียงเพราะการเปรียบเทียบแบบผิดๆ นั่นเอง

 


 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing


 

  แหล่งอ้างอิง  

Berkshire Hathaway Annual Report : http://www.berkshirehathaway.com/2017ar/2017ar.pdf

 

  สัมมนาพิเศษ  

ไม่ว่าตลาดหุ้นจะแพงหรือถูก เราก็ยังหาหุ้นที่ดีได้เสมอด้วยการประเมินมูลค่าหุ้น แต่จะประเมินมูลค่ายังไงถึงจะเหมาะสม ประเมินยังไงให้เฉียบขาดและทำกำไรได้จริง พบคำตอบได้ที่สัมมนา FFTC102 รู้อะไรก็ไม่สู้รู้มูลค่า การประเมินมูลค่าหุ้น

ลงทะเบียนได้ที่ http://bit.ly/FFTC102 (เหลือ 4 ที่นั่งสุดท้าย)