ซื้อหุ้นหลายตัวไปทำไม

 

"ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว แล้วเฝ้าดูมันอย่างใกล้ชิด" เป็นคำพูดที่นักลงทุนอาจได้ยินบ่อยๆ จากนักลงทุนสายโฟกัส ผู้มุ่งเน้นการถือหุ้นให้น้อยตัวเข้าไว้เพื่อรับผลตอบแทนได้เต็มเม็ดเต็มหน่อย จนหลายคนอาจหลงเข้าใจผิดไป และคิดว่าการโฟกัสหมายถึงการซื้อหุ้นแบบตัวเดียวทั้งพอร์ต


แต่ความจริง การใส่ไข้ไว้ในตะกร้าใบเดียว หมายถึงการซื้อหุ้นอย่างน้อยๆ ก็ 5 ตัวแต่ไม่เกิน 10 ตัว ซึ่งหลายคนก็ยังมีคำถามอยู่ดีว่า สู้เราเลือกหุ้นดีๆ แล้วซื้อหุ้นตัวนั้นตัวเดียวแบบจัดหนัก ถ้าราคามันขึ้นไปสัก 10 เด้ง ก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ ?


มันก็ดีกว่าจริงๆ แต่มันก็มีเหตุผลอยู่ว่าทำไมมันถึงมีความเสี่ยงมากกว่าการถือหุ้นหลายตัว




ราคามัน
อาจขึ้นน้อย


สมมติว่านักลงทุนเข้าซื้อหุ้นตัวหนึ่งทั้งพอร์ต แล้วราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไป 100% เท่ากับว่าผลตอบแทนทั้งพอร์ตก็จะอยู่ที่ 100% เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหุ้นอีกตัวหนึ่งซึ่งเราไม่ได้ซื้อ มีราคาปรับตัวขึ้นไป 500% เราก็จะพลาดโอกาสซื้อไปอย่างน่าเสียดาย


ถ้าซื้อหุ้นที่ขึ้น 100% ตัวเดียว ผลตอบแทนรวมคือ 100% แต่ถ้าแบ่งเงินซื้อหุ้นทั้งสองตัว อย่างละครึ่งๆ ตัวแรกขึ้นไป 100% ตัวที่สองขึ้นไป 500% เท่ากับว่าผลตอบแทนรวมของพอร์ตจะอยู่ที่ 300% เลยทีเดียว



หรือถ้าเอาตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากขึ้น ตารางด้านบนคือพอร์ตโฟลิโอหนึ่งที่ถือหุ้นจำนวน 10 ตัวด้วยเงินลงทุนที่เท่าๆ กัน ในกรณีที่ 1 หากราคาหุ้นทุกตัวเพิ่มขึ้น 10% เท่ากัน ผลตอบแทนรวมของพอร์ตก็จะเป็น 10% แต่ในกรณีที่ 4 นั้น เพียงแค่มีหุ้นสองตัวที่ราคาขึ้นไป 100% ผลตอบแทนรวมของพอร์ตก็เป็น 28% แล้ว




ตารางดังกล่าวมาจากหนังสือ "เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน" ซึ่งอธิบายเรื่องของการกระจายความเสี่ยงและการเลือกหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานอย่างละเอียด คลิกทีรูปเพื่อสั่งซื้อ


ลองคิดดูว่า หากเราใช้เงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นไปเพียง 10% มันจะเป็นค่าเสียโอกาสที่แพงขนาดไหน หากไม่ได้เข้าไปซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้น 100%




ร้ายกว่านั้น
คือหุ้นลง


หรือกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากฝีมือเราไม่ได้กล้าแกร่งขนาดนั้น แล้วไปทุ่มซื้อหุ้นตัวหนึ่งจนราคาปรับตัวลดลงสัก 20-30% นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับหายนะ และเราคงเคยเห็นกันบ่อยๆ แล้วว่า ยิ่งพอร์ตขาดทุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะสร้างผลตอบแทนให้กลับมาเท่าทุนได้เท่านั้น


แทนที่จะซื้อหุ้นตัวเดียว สมมติเราแบ่งหุ้นแบบง่ายๆ ที่สุดคือตัวละ 50:50 หากหนึ่งในนั้นมีราคาร่วงลงไป 30% จนต้องขายทิ้ง เราก็จะขาดทุนเพียง 15% จากพอร์ตการลงทุนโดยรวมเท่านั้นเอง




คนเก่ง
ต้องจัดเต็ม ?


แน่นอนเราอาจคิดว่าเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น แต่อันที่จริง แม้จะเป็นนักลงทุนที่มากความสามารถจนหลีกเลี่ยงหุ้นที่จะขาดทุนได้ แต่เราก็ไม่อาจรู้ได้อยู่ดีว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปได้มากแค่ไหน ซึ่งการทุ่มซื้อหุ้นบางตัวที่ขึ้นน้อย แล้วละเลยหุ้นที่ขึ้นไม่หยุด มันก็ไม่ต่างอะไรกับการขาดทุนเท่าไหร่เลย


เพราะไม่มีใครรู้อนาคต การซื้อหุ้นหลายตัวจึงไม่ใช่กลยุทธ์ของคนขี้ขลาด แต่มันอาจเป็นกลยุทธ์ของคนกล้าที่จะยอมรับความจริง ว่าเขาไม่ได้เก่งเทียมฟ้าขนาดนั้นก็ได้

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th -- Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน : www.investing.in.th/product/62804/เพาะหุ้นเป็น-เห็นผลยั่งยืน