อะไรคือความเสี่ยงของ หุ้นที่กำไรเติบโตต่อเนื่อง

 

เมื่อนึกถึงหุ้นชั้นดี เราย่อมนึกถึงหุ้นที่มีกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง


เพราะเมื่อกำไรโตไม่หยุด ราคาหุ้นก็มีแนวโน้มเคลื่อนไหวที่สอดคล้องไปกับผลประกอบการนั้น ยิ่งโตมากและโตเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็มีสิทธิ์ปรับตัวขึ้นไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับเงินปันผลระหว่างทางที่เพิ่มขึ้นจากผลประกอบการที่โตขึ้นอีก


ซึ่งหลายๆ ครั้ง ราคาหุ้นอาจปรับตัวขึ้นเร็วกว่าผลกำไรด้วยซ้ำไป เพราะผลประกอบการที่ดีสม่ำเสมอ นักลงทุนในตลาดย่อมให้ค่ากับมัน และกล้าเข้าซื้อในอัตราส่วน PE ที่สูงขึ้น นั่นจึงเป็นเหมือนแรงส่ง ที่ทำให้ราคาของหุ้นที่มีกำไรเติบโตวิ่งไปได้ไกลมาก


ดูยังไงก็มีแต่ได้กับได้.. แต่แน่ใจหรือว่าการลงทุนหุ้นที่กำไรโตหลายๆ เปอร์เซ็นต์จะเป็นสิ่งที่ดี ?




โตเร็วไป
ใช่ว่าจะดี


โดยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว การเติบโตสูงๆ หลักหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่การจะเติบโตให้ได้ยาวนานหลายปีต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า ลองยกตัวอย่างหุ้นใกล้ตัวเช่น  CPALL  ตอนก่อนปี 2015 นั้นบริษัทสามารถทำได้ทั้งรายได้และกำไรที่เติบโตโดยเฉลี่ยกว่า 20% แต่ในตอนนี้ การเติบโตให้ได้เกิน 10% ก็ถือว่ายากแล้ว เมื่อเทียบกับไซส์ของกิจการที่ใหญ่ระดับแสนล้าน


เรื่องของขนาดก็มีผล หลายๆ อย่างในโลกนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งดี แต่อาจไม่ใช่กับตลาดหุ้น ช่วงแรกที่กิจการเพิ่งมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก รายได้และกำไรก็เติบโตในระดับสูงได้ไม่ยาก พร้อมทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปได้เป็นเด้ง แต่ทุกๆ ปีที่โตขึ้น ขนาดธุรกิจก็ต้องใหญ่ขึ้นเป็นเงาตามตัว จนเมื่อโตขึ้นถึงจุดหนึ่ง มันก็ต้องเติบโตในอัตราที่ชะลอลง เพราะขนาดที่ใหญ่ของบริษัท




ยิ่งโตเร็ว
คู่แข่งยิ่งมา


เหตุผลประการต่อมาคือ ธุรกิจใดๆ ที่มีการเติบโตสูง มันย่อมล่อตาล่อใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นหันมาทำธุรกิจแบบเดียวกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Under Armour  UA  ที่เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำหรับใช้ในการออกกำลังกายเป็นเจ้าแรกๆ หลังจากนั้นไม่นานนัก ทั้ง Nike และ Adidas ก็โดดเข้ามาร่วมแจมด้วย จนทำให้ผลประกอบการของ Under Armour ย่ำแย่ลง


กราฟราคาหุ้น UA รายสัปดาห์ นับตั้งแต่ที่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลง ตามความสามารถในการเติบโตที่น้อยลง


หรืออีกกรณีคือ GoPro ซึ่งเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำกล้องอัดวิดีโอที่แข็งแรงชนิดที่ว่าใช้ค้อนของธอร์ทุบก็ไม่พัง อีกทั้งชื่อแบรนด์ก็ยังติดตลาดมากๆ จนดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาแย่งชิงความเป็น 1 ในธุรกิจนี้ได้ แต่แล้ว NJI และบริษัทอื่นๆ จากจีนอีกนับโหล ก็รุมทึ้ง GoPro เป็นชิ้นๆ และต้องขายกิจการไปในที่สุด เพราะไม่สามารถสู้ต้นทุนการผลิตและนวัตกรรมของคู่แข่งได้




ยิ่งโตเร็ว
ยิ่งถูกคาดหวัง


เหตุผลสุดท้ายคือความคาดหวังของนักลงทุน ลองคิดถึงหุ้นสักตัวหนึ่งที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง จาก 20% เป็น 25% 30% และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังของนักลงทุนย่อมเพิ่มขึ้น โดยสังเกตได้จากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันด้วยค่า PE ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมันอาจพุ่งสูงถึง 50 เท่าเลยก็ได้ เพราะคนเชื่อว่า กำไรที่โตขึ้นจะทำให้ค่า PE ตอนนี้เป็นของถูกในอนาคต


แต่ถ้าวันนึงมันชะลอตัวลงล่ะ ? สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับหุ้นอย่าง  CBG   WORK  หรือ  BEAUTY  ที่ก่อนหน้านี้ถูกไล่ราคาไปมาก จนวันนึงที่กิจการไม่สามารถแบกรับความคาดหวังของนักลงทุนได้ไหว ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงมาสู่มูลค่าที่เหมาะสมของมัน


กราฟราคาหุ้น WORK รายสัปดาห์ นี่เป็นอีกตัวอย่างของหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เนื่องจากกิจการไม่สามารถเติบโตได้ตามที่นักลงทุนคาดหวัง




โตเร็วเมื่อไหร่
ขายทันที


แนวคิดการซื้อหุ้นที่มีการเติบโตไม่สูงนัก ถูกคิดค้นและเผยแพร่โดย จอห์น เนฟฟ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ถึง 13% ต่อปี และเมื่อไหร่ที่เนฟฟ์เห็นว่าหุ้นที่เขาถืออยู่นั้นเริ่มมีการเติบโตสูงเกินและเป็นที่นิยมของนักลงทุนมากขึ้น เขาจะขายมัน และหันไปมองหาหุ้นที่ไม่มีใครสนใจอีกครั้ง ซึ่งตัวเลขที่เขากำหนดไว้ในใจคือ จะซื้อหุ้นที่การเติบโตไม่เกิน 20% และขายมันหากการเติบโตสูงเกินกว่านั้น


บทความนี้สรุปจากหนังสือ "ลงทุนแบบ จอห์น เนฟฟ์" คลิกที่รูปเพื่อสั่งซื้อ


จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมันก็มีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ใช่ว่าหุ้นเหล่านี้มันจะทำเงินไม่ได้ เพียงแต่นักลงทุนต้องรู้เสมอว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร ความเสี่ยงของหุ้นที่มีการเติบโตสูงๆ อยู่ตรงไหน เพื่อที่จะสามารถรับมือในวันที่การเติบโตของรายได้และกำไรลดลงได้


ไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจที่โตแรงแบบนี้ ก็สามารถเล่นเราให้เจ็บแบบแรงๆ ได้เหมือนกัน

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th -- Happy Investing

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

ลงทุนแบบ จอห์น เนฟฟ์ : www.investing.in.th/product/64133/ลงทุนแบบ-จอห์น-เนฟฟ์