กฎการเทรด 10 ข้อจากจอห์น เมอร์ฟี ผู้เขียนไบเบิ้ลแห่งหนังสือเทคนิคอล

 

เทคนิคอล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นของราคา เพราะเพียงแค่การดูตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างเดียว อาจเป็นการยากที่จะรู้ถึงสิ่งที่ราคาของสินทรัพย์นั้นๆ กำลังจะสื่อได้ แต่เทคนิคอล ที่เปลี่ยนจากราคาให้เป็นรูปภาพและสามารถตีความได้ง่านขึ้น คือสิ่งที่พลิกโฉมวงการการลงทุนให้ทุกคนมีความรู้ และแน่นอนว่าสามารถทำกำไรได้ด้วย


หากย้อนประวัติของเทคนิคอลจริงๆ อาจย้อนหลังได้ถึงร้อยปี และด้วยเวลาที่นานขนาดนั้น เทคนิคอลจึงเป็นสิ่งที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้และเผยแพร่ในแบบที่แตกต่างกัน แต่ละแบบต่างก็มีความเหมาะสมที่ไม่เหมือนกัน คำถามคือ แบบไหนล่ะที่เป็น original ที่สุด แบบไหนคือสิ่งที่เป็นมาตรฐานมากที่สุดกันแน่


นี่จึงเป็นที่มาของหนังสือ Technical Analysis and Financial Markets ที่เขียนโดยบุคคลนามว่า John Murphy




เขาเป็นใคร


จอห์น เมอร์ฟี ไม่ค่อยมีใครได้รู้ประวัติเชิงลึกของเขามากมายเท่าไหร่นัก สิ่งที่ทุกคนรู้เกี่ยวกับเขาก็คือ เขาเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี เป็นหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เทคนิคประจำเว็บไซต์ stockchart.com และยังปรากฎตัวตามสื่อต่างๆ ทั้ง CNN, Bloomberg CNBC ฯลฯ


แต่สิ่งที่สร้างชื่อให้เขาที่สุด ก็หนีไม่พ้นงานเขียนอันโด่งดังของเขาอย่าง Technical Analysis of The Financial Markets ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์เชิงเทคนิคแบบครบครัน จนบางคนขนานนามว่านี่คือไบเบิ้ลแห่งหนังสือการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค และยังถูกใช้เป็นหนังสืออ้างอิงในการสอบใบอนุญาต CMT อีกด้วย


หนังสือเทคนิคอล อนาไลซิส ฉบับแปลภาษาไทย คลิกที่รูปเพื่อสั่งซื้อ


และต่อไปนี้ คือกฎที่สำคัญ 10 ข้อ เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถเอาตัวรอดได้ในเกมแห่งการเทรดนี้




 1  วางแผนจากภาพใหญ่


ศึกษาชาร์ทราคาในภาพใหญ่ อาจจะเป็นไทม์เฟรมขนาดรายเดือนหรือรายสัปดาห์ก็ได้ แล้วดูย้อนหลังไปหลายๆ ปี เพื่อดูทิศทางของราคาว่าควรจะเล่นในแนวโน้มไหน




 2  จับเทรนด์ให้ได้แล้วขี่มันไป


ไม่ว่าจะเทรดระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว การจับแนวโน้มในตลาดให้ได้คือสิ่งที่สำคัญ และให้ใช้ไทม์เฟรมที่เหมาะสมกับระยะการเทรดที่เราต้องการให้มากที่สุด เช่น หากเราเน้นเทรดแบบระยะกลาง ก็ควรใช้กราฟในภาพรายวันหรือรายสัปดาห์




 3  หาจุดต่ำและจุดสูง


หรือก็คือแนวรับแนวต้านของราคา เมอร์ฟีบอกว่าจุดซื้อที่ดีที่สุดควรอยู่ใกล้แนวรับ และจุดขายที่ดีที่สุดคือแนวต้าน รวมถึงราคาที่สามารถทะลุแนวต้านไปได้ (จุดสูงเก่า) จุดนั้นจะกลับกลายเป็นแนวรับโดยอัตโนมัติ


กราฟหุ้น SCC รายวัน จะเห็นว่าราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบอย่างชัดเจน และเราสามารถซื้อที่แนวรับเพื่อไปขายที่แนวต้านได้ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจใช้ไม่ได้ผลเสมอไปในกรณีที่ราคาหุ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาล ซึ่งการจะขายหุ้นลักษณะนี้ได้อาจต้องรอให้ราคาร่วงลงมาก่อน แล้วไม่สามารถผ่านแนวต้านเดิมได้เท่านั้น




 4  รู้ว่ามันจะย่อตัวเท่าไหร่


ทุกแนวโน้มย่อมมีการย่อตัว เทรดเดอร์ควรรู้ว่าวิธีการที่ตัวเองใช้นั้นมีการย่อตัวของราคาในสัดส่วนเท่าไหร่ อย่างเช่น การย่อตัวของราคา 50% จากระยะทางทั้งหมดจะไม่ใช่เรื่องแปลกหากอยู่ในเทรนด์หลัก ซึ่งสัดส่วนการย่อตัวดังกล่าว เราอาจใช้เลข Fibonacci ยอดนิยมอย่าง 38.2 หรือ 61.8 หรือ 50.0% ก็ย่อมได้


กราฟหุ้น TITLE รายวัน ช่วงกลางของกราฟ ราคาหุ้นเกิดการย่อตัวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 61.8% ของระยะทางทั้งหมด (เส้นสีแดง) ก่อนที่ราคาจะเด้งกลับขึ้นไปและเป็นขาขึ้นอีกครั้ง



 5  ตีเส้นแนวโน้ม


เส้นแนวโน้ม (trend lines) เป็นเครื่องมือที่แสนเรียบง่ายแต่ทรงพลังมากในการหาแนวโน้มของราคา เพราะโดยมากแล้วราคามักจะร่วงลงมาทดสอบที่เส้นแนวโน้มเสมอ (หรือวิ่งไปชนเส้นแนวโน้มในกรณีที่ราคาเป็นขาลง) ซึ่งความเห็นคุณเมอร์ฟีเชื่อว่า เส้นแนวโน้มที่มีนัยนั้นควรมีการชนของราคาอย่างน้อย 3 ครั้ง ยิ่งราคาไปทดสอบมาก เส้นนั้นยิ่งมีนัยมาก




 6  ทำตามเส้นค่าเฉลี่ย


เส้นค่าเฉลี่ย (moving average) เป็นเหมือนเส้นแนวโน้มอีกประเภทที่เคลื่อนไหวไปตามราคาโดยอัตโนมัติ แต่มันสามารถเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยบอกจังหวะซื้อขายแก่เทรดเดอร์ได้ ซึ่งแต่ละคนอาจมีเทคนิคการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่ต่างกันไป บางคนใช้เส้นเดียว บางคนสองเส้น บางคนใช้ค่านี้ บางคนอาจไม่ได้ใช้ค่านี้ ซึ่งไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของวิธีที่้ใช้ และตลาดที่เข้าไปเทรด




 7  เรียนรู้จุดกลับตัว


โดยดูจากเครื่องมือประเภทสวนแนวโน้ม (oscillators) ที่มีประโยชน์ในการบอกเราว่าราคาเริ่มถึงจุดกลับตัวแล้วหรือยัง ซื้อมากเกินไป หรือว่าขายมากเกินไป ซึ่งเครื่องมือสวนแนวโน้มยอดนิยมนั้นได้แก่ RSI และ Stochastic รวมถึงเครื่องมือประเภทนี้ยังเหมาะกับการหาสัญญาณความขัดแย้งหรือ divergent ต่างๆ ในราคาด้วย




 8  ระวังสัญญาณเตือน


ในที่นี้คุณเมอร์ฟีจะเน้นเครื่องมือ MACD เป็นหลัก หากแนวโน้มราคาที่กำลังไปได้ดี แล้วอยู่มาวันนึง เส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยของมัน ก็เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าราคาเริ่มมีความอ่อนแรงแล้ว หรือเทรดเดอร์จะดูจากแท่ง Histogram ที่้เริ่มเป็นค่าติดลบก็ได้


กราฟหุ้น TITLE รายวัน จุดที่ขีดสีฟ้าแนวตั้งคือบริเวณที่เส้น MACD เริ่มตัดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเราอาจดูจากแท่ง Histogram ที่เริ่มต่ำกว่า 0 ก็ได้ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ราคาหุ้นก็เกิดการย่อตัวอย่างต่อเนื่อง




 9  เป็นแนวโน้มจริงหรือ ?


ด้วยการใช้เครื่องมือ ADX เพื่อวัดความแข็งแรงของเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น เส้น ADX ที่ชันขึ้นอย่างต่อเนื่องจะหมายถึงแนวโน้มที่ยิ่งแข็งแกร่ง และเส้น ADX ที่ต่ำลงจะหมายถึงแนวโน้มที่อ่อนแอ (แนวโน้มในที่นี้รวมถึงขาขึ้นและขาลงด้วย ถ้า ADX สูงและราคาเป็นขาลง แปลว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง) ดังนั้น หากราคาอยู่ในช่วงที่แนวโน้มกำลังไปได้ด้วยดี การใช้เครื่องมืออย่างเส้นค่าเฉลี่ยเข้ามาเสริมก็จะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น หรือถ้าราคาเริ่มมีแนวโน้มเบาลง เครื่องมือประเภทสวนแนวโน้ม (oscillator) ก็จะเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง




 10  หาสัญญาณยืนยัน


โดยอาจใช้วอลุ่มหรือปริมาณสถานะคงค้างก็ได้ เพราะเป็นการยืนยันว่าสัญญาณราคาที่เกิดขึ้นนั้น มีความเห็นของมวลชนส่วนใหญ่เป็นเครื่องยืนยัน


กราฟหุ้น PHOL รายวัน แม้วอลุ่มจะเป็นเครื่องมือยืนยันการเกิดขึ้นของแนวโน้วที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม วอลุ่มที่มากขึ้นอาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสมอไป เส้นสีฟ้าคือจุดที่มีราคาพุ่งขึ้นจนทะลุแนวต้านเดิมได้พร้อมวอลุ่มมหาศาล แต่ราคาก็ปรับตัวลดลงในเวลาไม่นานนัก

 

 


 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing

ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

เทคนิคอล อนาไลซิส : www.investing.in.th/product/64838/เทคนิคอล-อนาไลซิสส่ง-30-พย-61

John Murphy's Ten Laws of Technical Trading : https://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:overview:john_murphy_ten_laws_of_technical_trading