มองค่า PE ในแบบปีเตอร์ ลินช์

Last updated: Dec 6, 2018  |  1382 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


โน้ตดนตรีในโลกนี้ประกอบด้วยเพียงเสียงแค่ 7 เสียง ไล่เรียงตั้งแต่ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที แต่เพียงแค่ 7 เสียงนี้ก็สามารถสรรค์สร้างผลงานเพลงต่างๆ ได้นับล้านเพลง เฉกเช่นเดียวกับอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ แม้จะมีอยู่ไม่กี่ตัว แต่นักลงทุนก็สามารถประยุกต์ใช้มันได้หลากหลาย จนกลายเป็นแนวทางของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์


อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ หรือ PE ratio ก็เป็นอีกหนึ่งอัตราส่วนยอดนิยมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่นักลงทุนรุ่นใหญ่ไปจนถึงนักลงทุนมือใหม่ กระทั่งปีเตอร์ ลินช์ ที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักกันในฐานะผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน (และผู้เขียนหนังสือ เหนือกว่าวอลสตรีท) ก็ยังมีวิธีการมองค่า PE ในแบบที่ไม่เหมือนใคร




PE บอกถึง
ความคาดหวัง


สมมติหุ้นตัวหนึ่งมีอัตราส่วน PE อยู่ที่ 10 เท่า เขาเชื่อว่า ตลาดกำลังให้ค่าความคาดหวังในการเติบโตของบริษัทอยู่ที่ 10% เช่นกัน หากบริษัทนั้นมีกำไรสุทธิเติบโต 20% แปลว่าเรากำลังเจอหุ้นที่ราคาถูกกว่าความคาดหวังของตลาด แต่กลับกัน หากหุ้นตัวนี้มีอัตราการเติบโตเพียง 5% มันก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ที่เราจะต้องจ่ายในราคาแพงกว่าราคาที่ตลาดคาดไว้


แต่ในเวลาต่อมา เขาพบว่าเงินปันผลก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาด้วย หากหุ้นตัวเดิมมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ 10% และได้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield) อีก 5% รวมกันแล้วเท่ากับ 15% ซึ่งนั่นสูงกว่าค่า PE ที่ 10 เท่า ความหมายก็คือ หุ้นตัวนี้มีราคาถูกเมื่อเทียบกับความคาดหวังของตลาดนั่นเอง (โดยรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลแล้ว)





นำไปสู่
PEG ratio


คุณลินช์ไม่ได้มีชื่อเสียงในฐานะผู้จัดการกองทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ 29% ต่อปีเพียงอย่างเดียว แต่เขายังเป็นผู้คิดค้นและเผยแพร่แนวคิด PEG ratio จนแพร่หลายด้วย ซึ่งอัตราส่วนนี้ประยุกต์มาจาก PE ratio เล็กน้อย โดยสูตรก็คือ นำ PE หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ (g) หากได้ค่าที่มาก ก็แปลว่าตลาดกำลังให้ราคาหุ้นตัวนั้นแพงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต หากได้ค่าที่น้อย ก็แปลว่าตลาดกำลังให้ราคาหุ้นตัวนั้นถูกกว่าศักยภาพที่แท้จริงของมัน


ยกตัวอย่างเช่น หุ้น XYZ มีค่า PE อยู่ที่ 10 เท่า และอัตราการเติบโตที่ผ่านมาของบริษัทอยู่ที่ 20% ต่อปี หากคิดเป็นอัตราส่วน PEG ก็จะอยู่ที่ 10/20 = 0.50 เท่า ความหมายก็คือ หุ้นตัวนี้มีราคาถูกเมื่อเทียบกับการเติบโตของมัน แต่ถ้าหุ้น XYZ มีอัตราการเติบโตเพียง 2% ต่อปี ค่า PEG ที่ได้จะกลายเป็น 10/2 = 5 เท่า แปลว่าตลาดให้ค่าหุ้นนี้แพงเกินจริงไปมาก ดังนั้นสำหรับคุณลินช์ ค่านี้ยิ่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี




รวมเงินปันผล


และเพื่อให้อัตราส่วน PEG มีความสมบูรณ์มากขึ้น คุณลินช์จึงได้รวมอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้าไปในการคำนวณด้วย (เพราะผลตอบแทนจากหุ้นมาจากสองส่วน คือส่วนต่างราคา และเงินปันผล) โดยค่า PEG แบบปรับเงินปันผลแล้ว จะหาได้จาก PE หารด้วยการเติบโตของกำไรสุทธิ (g) บวกด้วยผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield)


หุ้น XYZ ตัวเดิม มีค่า PE อยู่ที่ 10 เท่า อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอยู่ที่ 12% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 3% ต่อปี ค่า PEG เมื่อปรับเงินปันผลแล้วก็จะเท่ากับ 10/(12+3) = 0.67 เท่า เท่ากับว่าหุ้น XYZ เมื่อพิจารณาจากการเติบโตและผลตอบแทนจากเงินปันผลแล้ว หุ้นตัวนี้มีราคาถูกกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้นั่นเอง


มองค่า PE
ในแบบปีเตอร์ ลินช์

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

เหนือกว่าวอลสตรีท : www.investing.in.th/product/27114/เหนือกว่าวอลสตรีท

Peter Lynch's Secret Formula for Valuing a Stock's Growth : https://www.thebalance.com/peter-lynch-s-secret-formula-for-valuing-a-stock-s-growth-3973486

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง