สัมภาษณ์จอห์น เมอร์ฟี ผู้เขียนเทคนิคอล อนาไลซิส

Last updated: Dec 12, 2018  |  1654 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


ตอนนี้เทรดเดอร์และนักลงทุนชาวไทยอาจรู้จัก จอห์น เมอร์ฟี มากขึ้นในฐานะผู้เขียนหนังสือ "เทคนิคอล อนาไลซิส" ที่เพิ่งแปลและวางจำหน่ายในไทยไม่นานนัก แม้ตัวเขาเองจะเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี แต่กลับไม่ค่อยมีข่าวคราวเกี่ยวกับตัวเขามากเท่าไหร่นัก คนส่วนใหญ่จะรู้เพียงแค่ว่า เขาเป็นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นานๆ ที่จะปรากฏตัวตามสื่อสักครั้ง และชื่นชอบการเทรดใน ETF (exchange trade fund) เป็นพิเศษ


แต่เมื่อปี 1998 คุณเมอร์ฟีเคยได้รับการสัมภาษณ์ลงนิตยสารฉบับหนึ่งที่ชื่อว่า AIQ จริงอยู่ว่าการพูดคุยครั้งนี้อาจผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่มันทำให้เราเห็นได้เป็นอย่างดีว่า ในช่วงเวลานั้นคนมีมุมมองต่อเทคนิคอลอย่างไร และเวลาที่ผ่านมา เทคนิคอลได้เปลี่ยนไปขนาดไหนบ้าง


โดยผู้สัมภาษณ์ในครั้งนี้คือคุณ David Vomund ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเทรดใน ETF หลายเล่ม (หากมีโอกาสจะมาสรุปหนังสือของเขาให้ฟังกันครับ) มาดูกันดีกว่าว่าปรมาจารย์ทั้งสองได้พูดคุยอะไรกันบ้าง




DV : คุณเริ่มมาใช้เทคนิคอลเมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงใช้ล่ะ ?


JM : ผมเริ่มทำงานในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือผมอยากทำงานในวอลสตรีทนั่นแหละ หลังจากที่สัมภาษณ์มาหลายที่ ผมก็ได้รับข้อเสนอให้ทำงานในตำแหน่งกราฟเป็นการชั่วคราวเพื่อให้รู้วิธีการสร้างกราฟ แล้วค่อยย้ายไปสายการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ตอนนั้นผมทึ่งในเรื่องกราฟราคามาก ผมใช้เวลาเรียนหลักสูตรด้านการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค 2 คอร์ส และอ่านหนังสืออีกหลายเล่ม สามปีให้หลัง เราก็ได้เจอกับตลาดหมี ผมได้เปลี่ยนสายงานจากหุ้นมาเป็นการทำงานเกี่ยวกับตลาดโภคภัณฑ์ แล้วผมก็ทำต่ออีกประมาณ 10 ปี จนตอนนี้ผมได้กลับมาทำงานกับหุ้นอีกครั้ง




DV : มันดูเหมือนว่าคุณไม่ได้ทำอะไรในตำแหน่งสายปัจจัยพื้นฐานเท่าไหร่เลยนะ


JM : พวกเขาบอกผมว่ามันต้องใช้เวลา 6 เดือนกว่าจะเก่งเรื่องกราฟ แต่ผ่านมา 30 ปีผมก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่เลย ผมเรียนรู้ช้าจะตาย ผมก็ลงเอยด้วยการอยู่กับกราฟมาตลอดนี่ล่ะ




DV : ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผมมั่นใจนะว่าคุณต้องเห็นหลายสิ่งอย่างเกี่ยวกับการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคที่เปลี่ยนแปลงไป คิดว่าอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด ?


JM : สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆ คือตลาดมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของการวิเคราะห์ เมื่อก่อนนี้ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จะแยกจากกันอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้ สัญญาฟิวเจอร์สทั้งในตราสารหนี้ ดัชนีตลาดหุ้น หรือออปชั่น มันล้วนมีความสัมพันธ์กันไปหมด


ข่าวเกี่ยวกับหุ้นในตอนนี้ล้วนมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ น้ำมัน ทองคำ หรือค่าเงิน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตลาดมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น นั่นจึงทำให้การวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบหลายๆ ตลาด (intermarket) จึงเป็นงานที่สำคัญ




DV : เห็นได้ชัดว่าคอมพิวเตอร์ช่วยในการวิเคราะห์กราฟราคาได้ คุณคิดว่าโปรแกรมมันจะทำงานได้อัตโนมัติทั้งหมดไหม ทั้งการสร้างกราฟ สแกนหาหุ้น และคิดว่าการทดสอบระบบ (backtesting) จะทำให้การวิเคราะห์แย่ลงไหม ?


JM : ผมเชื่อว่าหากคอมพิวเตอร์ทำแบบนั้นได้จริงก็คงดีมาก อย่างที่คุณได้บอก ความสามารถในการจัดการข้อมูลที่ลึกและรวดเร็วคือประโยชน์อันมหาศาล สิ่งที่เปลี่ยนไปน่าจะมีอย่างเดียวคือ เวลาผมคุยกับเทรดเดอร์ผู้มากประสบการณ์ มักพบว่าพวกเขาทำเรื่องต่างๆ ที่ซับซ้อนขึ้น ใช้อินดิเคเตอร์มากขึ้น ปรับมัน แต่งมันอีกสองสามครั้ง เพื่อเฟ้นหาวิธีการสุดเจ๋งจากข้อมูลเหล่านั้น พวกเขาสามารถคุยกับคุณในเรื่องที่ซับซ้อนอย่างเส้น Tripple EMA ได้ไม่ยาก แต่ถ้าคุณคุยกับเขาในเรื่องง่ายๆ เช่น เส้นแนบรับ หรือเทรนด์ไลน์ธรรมดา พวกเขาจะมองหามันไม่เจอในชาร์ท พวกเขามองมันไม่ออกแล้ว (ประมาณว่า เทรดเดอร์เก่งๆ หลายคนใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วยในการทำระบบการเทรดให้ซับซ้อน จนลืมวิธีการดูแบบง่ายๆ : ผู้แปล)




DV : คุณชอบระบบการลงทุนแบบกล่องดำ (black box) หรือคิดว่ายังจำเป็นต้องมีการตัดสินใจของมนุษย์อยู่ด้วย ?


JM : ผมเป็นนักวิเคราะห์นะ เพราะงั้นโดยส่วนตัวแล้วผมจะไม่สบายใจถ้าต้องใช้กล่องดำ ก็จริงอยู่ว่าระบบการเทรดคือสิ่งที่มีค่า แต่ยังไงก็ตาม ที่ผ่านมาที่ผมได้บริหารเงินทุนในตลาดฟิวเจอร์สและใช้ระบบการเทรดมาหลายแบบที่เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าผมสบายใจนะถ้ามีระบบที่ดี แต่ผมไม่สบายใจถ้าผมต้องใช้ระบบเทรดที่ไม่รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรอยู่ในนั้น ระบบเทรดคือสิ่งที่ดี แต่ผมคิดว่าควรมีการตัดสินใจของมนุษย์ร่วมด้วย (ฺblack box คือระบบการลงทุนแบบอัตโนมัติที่ไม่บอกผู้ใช้งานว่าเกณฑ์การเลือกหุ้นมีอะไรบ้าง : ผู้แปล)





DV : คุณเป็นตัวแทนของศาสตร์แห่งเทคนิคอลไปแล้ว เมื่อคุณพูดถึงวิธีการวิเคราะห์แบบนี้ให้กับผู้คน คิดว่าเรื่องอะไรที่คนส่วนใหญ่ทำพลาดมากที่สุด ?


JM : เรามีเว็บไซต์ที่ผมเข้าไปตอบคำถามไว้มากมาย อย่างเมื่อวานนี้ มีคนบอกผมว่าเขาขายชอร์ทหุ้นเพราะเครื่องมือ Stochastic ในกราฟราคารายวันส่งสัญญาณขาย แต่ถ้าหุ้นเป็นขาขึ้นอยู่ คุณก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะชอร์ทหุ้นเมื่อราคาเป็นขาขึ้น คนส่วนมากพึ่งอินดิเคเตอร์มากเกินไป คุณต้องเรียนรู้ที่จะนำหลายๆ อย่างมาใช้ประกอบกัน ก่อนที่คุณจะมองเครื่องมือแต่ละอย่าง เราต้องเข้าใจเทรนด์ก่อนว่าภาพใหญ่เป็นอย่างไร และเวลานั้นมันควรซื้อหรือขาย ไม่อย่างนั้น เราก็มีแนวโน้มว่าจะพึ่งพาอินดิเคเตอร์มากเกินไป จนละเลยตลาดในภาพรวม




DV : คุณใช้ปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคนิคอลมาวิเคราะห์บ้างไหม อย่างเช่น ความไม่แน่นอนในเอเชีย หรือผลกำไรที่แย่ลงของบริษัท


JM : คุณจำเป็นนะที่ต้องระวังเรื่องของผลประกอบการ เพราะมันถล่มหุ้นของคุณได้ แต่ผมก็ไม่ได้ใช้ในการวิเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชียไม่ได้กระทบกับผมเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่ผมเข้าไปเทรดมันคือตลาดหลายๆ ตลาด เรื่องที่เกิดในเอเชีย (นั่นคือวิกฤตต้มยำกุ้ง : ผู้แปล) ส่งผลต่อสหรัฐฯ ก็จริงอยู่ แต่เราพบว่าวิกฤตก็ได้รับการแก้ไขเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จนตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในเอเชียเริ่มแน่นอนแล้ว ตลาดของเราก็กำลังพุ่งทะยาน การทำงานของ intermarket คือสิ่งสำคัญ ผมติดตามตลาดบอนด์เพราะวิกฤตนี้มันเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย และผมติดตามตลาดโภคภัณฑ์เพราะวิกฤตนี้มันเกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อด้วย




DV : คุณคิดว่าคนที่ยืนพูดอยู่ในรายการทีวีที่เกี่ยวกับการเงิน จะช่วยเทรดเดอร์หรือทำร้ายเทรดเดอร์ยังไงบ้าง ?


JM : คุณต้องเข้าใจก่อนว่า TV อยู่ได้ด้วยเรตติ้ง พวกเขาจึงมีแนวโน้มว่าจะทำสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้เวอร์เข้าไว้ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักรู้สึกดีกว่าที่ได้ปฏิเสธความจริง เวลาตลาดดี สื่อก็มักจะเสนอแต่ด้านบวกให้คนฮึกเหิม แต่พอเวลาตลาดแย่ สื่อก็มักจะเสนอแต่ด้านแย่ให้คนรู้สึกขยาด นี่คือความจริงเสมอ


มันเป็นอีกเหตุผลที่ผมตัดสินใจออกจาก CNBC เพราะผมรู้สึกว่าสื่อกำลังให้ความสำคัญกับความนิยมมากไปและเริ่มไร้สิ่งที่เป็นแก่นสาร ผมไม่สบายใจกับงานนี้นะ เพราะคุณจะวิเคราะห์ตลาดไม่ได้ถ้าต้องอยู่ท่ามกลางเสียงของฝูงชน มันจะดีกว่าถ้าคนทั่วไปหลีกเลี่ยง noise ในตลาดที่เกิดขึ้นทุกๆ วัน




DV : พูดถึงเรื่องการเทรดของคุณบ้าง คุณคือเทรดเดอร์ระยะสั้นหรือระยะกลาง ?


JM : ผมว่าผมเป็นระยะกลางนะ เพราะเว็บไซต์ของเราก็ทำมาเพื่อนักลงทุนทั่วไปมากกว่าเทรดเดอร์แบบมือโปร ผมให้ความสำคัญกับภาพระยะ 3-6 เดือน




DV : ส่วนใหญ่คุณมักจะซื้อตอนที่เทรนด์กำลังแข็งแรงหรือตอนย่อ ?


JM : ซื้อทั้งสองแบบอย่างละนิดละหน่อย ผมมักจะหาแนวรับเสมอเพื่อหาจุดเข้า แต่การซื้อแบบ breakout ก็ยังมีความสำคัญอยู่ เพียงแต่มันต้องเป็น breakout ที่ดีมากๆ เท่านั้น




DV : การจับจังหวะตลาดสำคัญกับคุณไหม ?


JM : ไม่เท่าไหร่ งานของผมส่วนใหญ่จะยุ่งเกี่ยวกับภาพรายอุตสาหกรรมซะมากกว่า เพราะหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันมองไม่เห็นหากดูแค่ดัชนีตลาด ไม่ว่าจะวันไหน มันย่อมมีบางอุตสาหกรรมที่ขึ้น และบางอุตสาหกรรมที่ร่วง ซึ่งมันอาจมาจากเหตุผลเดียวกัน หุ้นกลุ่มขนส่งปรับตัวขึ้นในขณะที่หุ้นกลุ่มน้ำมันปรับตัวลดลง เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงก็ส่งผลต่อทั้งสองอุตสาหกรรม ดังนั้น หากผมเชื่อว่าราคาน้ำมันกำลังกลับตัวขึ้นอีกครั้ง ผมก็ต้องติดตามหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน การวิเคราะห์อุตสาหกรรมจะประกอบด้วยการดูแพทเทิร์นและการตีเส้นแนวโน้ม ส่วนอินดิเคเตอร์นั้นผมว่าเส้นค่าเฉลี่ยมันมีประโยชน์มากทีเดียว โดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกับเครื่องมือประเภท relative strenght



ยกตัวอย่างเช่น กราฟดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม Semiconductor  SOX  (ดูรูป Figure 1) เคยเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 40 แท่งในกราฟรายสัปดาห์เมื่อปลายปี 1996 และเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงตุลาคมปี 1997 แล้วก็ร่วงลงจนต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย ในช่วงที่ยังอยู่เหนือเส้น มันเป็นขาขึ้นที่น่าประทับใจมาก แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันชนะตลาดไหมหากไม่ได้วิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ relative strenght ในตอนที่ราคาเป็นขาขึ้น เครื่องมือนี้ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เป็นการบ่งบอกว่า SOX เคลื่อนไหวดีกว่าดัชนี S&P 500 แต่พอถึงเดือนตุลาคมปี 1997 ดัชนี SOX ก็ร่วงลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย และเส้น relative strenght ก็ร่วงหลุดเส้นเทรนด์ไลน์ด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นสัญญาณที่เด่นชัดว่าแนวโน้มได้เปลี่ยนไปแล้ว



ทั้งเครื่องมือ Stochastic และ RSI เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งคู่ และมันทำงานได้ดีมากหากเอาใช้ร่วมกัน สัญญาณที่ดีมักจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดสัญญาณ overbought หรือ oversold พร้อมๆ กัน ตัวอย่างที่ดีมากก็คือดัชนีน้ำมัน  XOI  (ดูรูป Figure 2) ที่เครื่องมือ stochastic และ RSI ระยะ 14 วัน เคลื่อนไหวจนหลุดจากเขต oversold ได้ทั้งคู่ในช่วงก่อนเดือนมกราคม ซึ่งหลังจากนั้นดัชนี XOI ก็เป็นขาขึ้นไปจนถึงเดือนมีนาคม ก่อนที่เครื่องมือทั้งสองตัวนี้จะอยู่ในเขต overbought




DV : คุณลองยกตัวอย่างหุ้นสักตัวได้ไหม แล้วบอกทีว่าทำไมมันถึงน่าสนใจ


JM : การวิเคราะห์เป็นกลุ่มก็เหมือนการวิเคราะห์หุ้นรายตัว ผมจะยกตัวอย่างด้วยอินดิเคเตอร์ที่ผมชอบนะ หนึ่งในเครื่องมือที่ผมชอบใช้คือ ADX (Average Directional Movement Line) ซึ่งมันช่วยบอกได้ว่าราคา ณ ตอนนั้นเป็นแนวโน้มหรือไม่



ผมจะยกตัวอย่างด้วยการประยุกต์ใช้กับหุ้น DuPont  DD  (ดูรูป Figure 3) ราคาหุ้นทำ low ในเดือนตุลาคม และร่วงไปทดสอบ low เดิมอีกครั้งในเดือนมกราคม จากในรูปนี้จะเห็นเส้นแนวต้านที่ตีเอาไว้ ซึ่งราคาสามารถทะลุไปได้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ในช่วงที่ราคา breakout เครื่องมือ relative strenght ก็ปรับตัวจนขึ้นมาอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาลงได้ หุ้น DD ก็วิ่งมากกว่าตลาด ส่วนเครื่องมือ ADX ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น นั่นแปลว่าเทรนด์ได้เกิดขึ้นแล้ว (เส้น ADX ที่เห็นในกราฟจะแปลกไปจากที่เราเคยเห็น เพราะเป็นเส้นที่อยู่ในโปรแกรมเฉพาะที่คุณเมอร์ฟีได้ใช้ : ผู้แปล)



เครื่องมือ MACD (Moving Average Convergence Divergence) และ OBV (On Balance Volume) ก็มีประโยชน์เช่นกัน เครื่องมือ OBV เป็นสิ่งที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์กระแสของวอลุ่ม จากในรูป กราฟราคารายสัปดาห์ของหุ้น  BS  หรือ Bethlehem Steel ย้อนหลังไปหลายปี (ดูรูป Figure 4) มันมีแนวรับราคาที่แข็งแกร่งมากที่ราคาประมาณ 8 เหรียญ ซึ่งแนวรับนี้ถูกทดสอบมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ตอนที่ราคาหุ้น BS ลงไปทดสอบแนวรับ เครื่องมือ OBV และ MACD ไม่ได้ร่วงลงตามไปด้วย สัญญาณ divergent ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการบอกว่าราคาจะวิ่งขึ้นครับ

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

เทคนิคอล อนาไลซิส : www.investing.in.th/product/64838/เทคนิคอล-อนาไลซิส

AIQ Magazine on May 1998 : http://www.aiqsystems.com/may1998.pdf