รีวิวหนังสือ เลิกเป็นแมงเม่า

Last updated: Dec 19, 2018  |  438 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


เลิกเป็นแมงเม่า ชื่อหนังสือและหน้าปกอาจดูเหมือนหนังสือง่ายๆ สำหรับมือใหม่ แต่เอาเข้าจริง หนังสือเล่มนี้กลับมีเนื้อหาที่อัดมาแน่นเอียด ซึ่งคนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนไม่นานอาจถึงขั้นสับสนได้เล็กน้อยเลยทีเดียว เพราะสิ่งที่ผู้เขียนสื่อออกมา ค่อนข้างจะขัดแย้งกับเนื้อหาในหนังสือเล่มอื่น แต่ก็นับว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อการลงทุนไม่น้อย


เนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 13 บท เนื้อหาทั้งหมดจะเป็นในเชิง VI ในหุ้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ และเนื้อหาทั้งหมดค่อนไปทางจิตวิทยาพอสมควร และคอนเซปหลักตลอดทั้งเล่ม ผู้เขียน (คุณเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์) จะให้ความสำคัญกับการทยอยซื้อทยอยขายมากกว่าการซื้อแล้วถือยาว อีกทั้งผู้เขียนยังเชื่อด้วยว่า โอกาสในการหาหุ้นสิบเด้งแบบปีเตอร์ ลินช์ หรือหาหุ้นเติบโตมากๆ แบบบัฟเฟตต์ได้จบไปแล้ว เพราะสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป คนมีความรู้มากขึ้นจนยากที่จะหาของดีราคาถูกได้อีก



อันที่จริง ของดีราคาถูกยังมีให้เลือกเสมอ กระทั่งหุ้นของบริษัท Seagate ตอนปี 2008 ยังมีอัตราปันผลตอบแทนถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์  ทความที่เกี่ยวข้อง  นั่นสะท้อนให้เห็นว่า คนมีความรู้มากขึ้น แต่โอกาสก็ยังมีเหลือ เพียงแต่มันมักจะเจอหุ้นถูกมากๆ ในช่วงวิกฤตเท่านั้น ซึ่งคุณเจริญชัยจึงเสนอมุมมองที่ว่า การซื้อขายเป็นรอบๆ จะช่วยให้นักลงทุนทำกำไรได้ง่ายกว่าการอดทนถือยาว


ผู้เขียนยังได้ยกตัวอย่างการลงทุนส่วนตัวตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในสิ่งที่เขานำไปประยุกต์ใช้งานจริง ทั้งการดูพฤติกรรมหุ้นว่าราคาอยู่ที่กรอบประมาณไหน พื้นฐานธุรกิจแบบใดถึงคุ้มค่าที่จะเสี่ยง โดยส่วนตัวนั้น คุณเจริญชัยชอบเล่นรอบในหุ้นพื้นฐานดีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ และจะยกตัวอย่างมากเป็นพิเศษในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงิน


ไม่พูดถึงการทยอยซื้อทยอยขายก็คงไม่ได้ คอนเซปของผู้เขียนเป็นอย่างนี้ครับ เพราะผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีใครที่รู้อนาคตแน่นอน การทยอยซื้อบางส่วนจึงดีกว่าการซื้อตูมเดียว เพราะหากผิดทาง เราจะเจ็บน้อยกว่า และการทยอยซื้อยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย เพราะอย่างน้อยเราจะมีกำไรติดไม้ติดมือมาบ้าง หรือต่อให้ขาดทุนมันก็ไม่มากนัก



แนวคิดที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ หนังสือเล่มนี้ยังกล่าวถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฎี Reflexivity ของจอร์จ โซรอส ร่วมกับวิธีการลงทุนของเขาด้วย แต่เป็นเพียงการแตะแบบผิวเผินซะมากกว่า จุดที่นำมาใช้ก็คือการทยอยซื้อเพื่อลองเชิงตลาดก่อน และเชื่อว่าราคาหุ้นหรือพื้นฐานของกิจการนั้นมีแรงเฉื่อย จึงควรเป็นอีกปัจจัยที่นำมาพิจารณาเวลาซื้อหรือขาย แต่ย้ำว่าเป็นการนำมาใช้แบบเบื้องต้นเท่านั้น


(ทฤษฎี Reflexivity ความหมายแบบง่ายที่สุดก็คือ สาเหตุก่อให้เกิดผลลัพธ์ แต่ผลลัพธ์นั้นก็อาจเป็นสาเหตุนั้นด้วย เช่น กำไรสุทธิของกิจการส่งผลต่อราคาหุ้น แต่ราคาหุ้นก็ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจได้เช่นกัน)


ส่วนที่น่าประทับใจของหนังสือเล่มนี้คือการทยอยซื้อขาย แม้จะเป็นหลักคิดง่ายๆ แต่เพราะผู้เขียนมีการยกตัวอย่างการซื้อขายจริงของตัวเอง ทำให้เราเห็นภาพจริงมากขึ้น และจะรู้ว่าการทยอยซื้อขายไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องของผลการลงทุน แต่ยังช่วยเรื่องของจิตใจด้วย ส่วนจุดที่ต้องระวังก็คือ สไตล์การเขียนเป็นแบบเรื่องเล่า จึงยากพอสมควรที่จะนำมาใช้ได้แบบ 1,2,3 หากไม่ผ่านการกลั่นกรอง อีกทั้งแนวคิดหลายๆ อย่างของผู้เขียนมาจากประสบการณ์ส่วนตัว อย่างเช่น กลยุทธ์การซื้อเพิ่มเมื่อราคาลดลง แต่หากนำไปใช้ผิดวิธี ผู้อ่านก็มีสิทธิ์เสียหายได้หากทำตามโดยไม่พิจารณา


คลิกที่รูปเพื่อสั่งซื้อหนังสือ


โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือต่อยอดเสียมากกว่า จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีแนวทางการลงทุนของตนอยู่แล้ว นักลงทุนรุ่นใหม่ที่เข้ามาอ่าน หากงงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หนังสือ “เลิกเป็นแมงเม่า” จึงเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาบ้างแล้วครับ

 


 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน