ขายหุ้นให้เฉียบ แบบฟิลลิป ฟิชเชอร์

Last updated: Dec 25, 2018  |  528 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


ฟิลลิป ฟิชเชอร์ เป็นหนึ่งในนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานที่มีชื่อเสียงที่สุดไม่แพ้เบนจามิน เกรแฮม หรือวอเร็น บัฟเฟตต์ โดยเฉพาะแนวทางการเลือกหุ้นของเขาที่เน้นลงทุนหุ้นเติบโต จนสามารถสร้างตำนานได้จากหุ้น Motorola และ Texas Instrument ที่เขาใช้เวลาถือนับสิบปี ซึ่งหุ้นแต่ละตัวต่างก็มีราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นไปหลายพันเปอร์เซ็นต์นับจากจุดที่เขาซื้อ


แม้ฟิลลิป ฟิชเชอร์ จะเชื่อว่าเวลาที่เหมาะสมสำหรับการขายหุ้นชั้นเลิศนั้นไม่มี (ความหมายคือ ถือต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย ซึ่งหุ้น Motorola ก็เป็นหนึ่งในหุ้นที่เขาถือจนสิ้นลมหายใจ) แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ ถ้าเกิดหุ้นที่เราลงทุนอยู่ไม่ได้ดีมากพอให้ถือตลอดชีวิต เราควรจะขายมันเมื่อไหร่ ?


และนี่คือเทคนิคดีๆ 3 ข้อในการขายหุ้น ซึ่งสรุปจากหนังสือของเขา หุ้นสามัญกับกำไรที่ไม่สามัญ (Common stock and uncommon profit)




 1  วิเคราะห์หุ้นผิด


ข้อนี้อาจเป็นเหตุผลหลักซึ่งทำให้นักลงทุนต้องขายหุ้น เพราะไม่ว่าใครก็ตามล้วนสามารถวิเคราะห์หุ้นผิดได้ อย่างบทความก่อนหน้าที่พูดถึงอสวัถ ทาโมทรัน ที่แม้จะเป็นถึงอาจารย์มากฝีมือของการประเมินมูลค่าหุ้น ก็ยังเลือกผิดจนขาดทุนไปกว่า 50%  บทความที่เกี่ยวข้อง  หรือถ้าหุ้นไทยก็อย่างเช่นหุ้นที่ไปทำธุรกิจในจีน ที่เราเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะทำให้หุ้นหลายๆ ตัวกลายเป็น growth stock แต่สุดท้ายผลประกอบการก็ออกมาแล้วว่าหลายคนคิดผิด นี่จึงเป็นเหตุผลข้อแรกที่เราควรขาย




 2  บริษัทเริ่มแย่ลงจนมีคุณสมบัติไม่ครบ 15 ข้อตามเกณฑ์ของฟิชเชอร์


กฎดังกล่าวก็อย่างเช่น มีสินค้าและบริการที่มีความได้เปรียบ หรือบริษัทมีสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่เหมาะสม เป็นต้น (รายละเอียดแบบเต็มสามารถอ่านได้จากในหนังสือของเขาที่กล่าวถึงในตอนต้น) ซึ่งหากในบางปีหรือบางจังหวะเวลา บริษัทก็อาจมีคุณสมบัติไม่ครบบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหุ้นที่ไม่ดี แต่ถ้าสถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงอย่างถาวร มันก็อาจถึงเวลาที่เราต้องพิจารณาขาย


กราฟหุ้น SE-ED รายเดือน ราคาปรับลดลงมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกทั้งรายได้และผลกำไรของบริษัทก็ลดลงเช่นกัน


ยกตัวอย่างเช่น หุ้นที่อยู่ในธุรกิจร้านหนังสือหรืออยู่ในธุรกิจเกมออนไลน์ เมื่อก่อนนั้นอาจเป็นธุรกิจที่ดี สร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นได้เป็นจำนวนมาก ราคาหุ้นเองก็เคยขึ้นไปหลายเท่า แต่เมื่อความได้เปรียบของธุรกิจหายไป ตลาดก็ปรับราคาที่ควรจะเป็นของหุ้นตัวนั้นลงเรื่อยๆ




 3  ขายเมื่อเจอโอกาสที่ดีกว่า โดยไม่ต้องคิดถึงต้นทุนที่ต้องจ่าย


ต้นทุนในที่นี้คือเรื่องของภาษีจากส่วนต่างราคา (capital gain tax) ซึ่งในประเทศไทยเราจะไม่เจอปัญหานี้มากนัก แต่สำหรับสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ภาษีส่วนนี้ถือว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งในการขายหุ้น เพราะหากไม่ขาย ก็จะไม่มีการรับรู้กำไรและไม่เสียภาษี แต่ฟิชเชอร์แนะนำว่า หากเจอโอกาสที่ดีกว่าจริงๆ ก็ควรขายเพื่อลงทุนกับหุ้นที่มีทางให้ไปต่อได้มากกว่า โดยไม่ต้องสนใจว่าภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายนั้นจะเป็นเท่าไหร่


แต่ทั้งหมดสามข้อนี้ ก่อนการขายหุ้น นักลงทุนจำเป็นต้องประเมินมูลค่าหุ้นที่เราถือใหม่ทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคิดนั้นมันผิดจริงหรือไม่ บริษัทมีพื้นฐานแย่ลงจริงหรือไม่ และโอกาสที่เราคิดว่ามันดีกว่า มันดีกว่าจริงไหม หากตัวเลขที่ออกมาได้สะท้อนว่าเรื่องราวต่างๆ ยังปกติ มันก็ยังไม่มีเหตุผลอะไรให้ขาย


ขายหุ้นให้เฉียบ
แบบฟิลลิป ฟิชเชอร์

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

หุ้นสามัญกับกำไรที่ไม่สามัญ : www.investing.in.th/product/27113/หุ้นสามัญกับกำไรที่ไม่สามัญ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง