ไม่ต้องดูค่า PE ก็ทำเงินได้ แนวคิดจากวิลเลียม โอนีล

Last updated: Jan 3, 2019  |  748 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน

 

วิลเลียม โอนีล อาจไม่ใช่นักลงทุนหรือเทรดเดอร์ทีร่ำรวยติดอันดับโลก แต่ความมีชื่อเสียงของเขานั้นมาจากกลยุทธ์ที่เรียกว่า CANSLIM ที่ใช้เพื่อคัดเลือกหุ้นชั้นยอด (เขาเขียนไว้ในหนังสือ How To Make Money in Stocks ชื่อภาษาไทยคือ คัดหุ้นชั้นยอดด้วยระบบชั้นเยี่ยม) และกลยุทธ์ดังกล่าวก็สร้างผลตอบแทนให้กับเขาได้กว่า 40% ติดต่อกันถึง 10 ปี จึงไม่แปลกที่จะมีคนรู้จักและนำแนวทางของเขามาประยุกต์ใช้มากมาย

 

และถึงแม้เขาจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประยุกต์ใช้ปัจจัยพื้นฐานหลายๆ อย่างร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิค แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขาแทบจะไม่นำมาใช้เลย นั่นคืออัตราส่วนทางการเงินพื้นฐานอย่าง PE Ratio หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร

 

 

 

หุ้นดีต้อง
PE ต่ำสิ

 

หากเราได้ศึกษากลยุทธ์ของนักลงทุนหลายๆ คน อย่างเช่นจอห์น เนฟฟ์ หรือเบนจามิน เกรแฮม ที่เป็นนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานแบบค่อนข้าง hardcore จะพบว่าเขาจะให้ความสนใจกับหุ้น PE ต่ำๆ เป็นอย่างมาก อย่างเช่นกรณีของคุณเนฟฟ์ เขาเคยซื้อหุ้น Ford ในช่วงบริษัทมีปัญหา ด้วยค่า PE เพียงไม่ถึง 5 เท่า  บทความที่เกี่ยวข้อง  จนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างงาม รวมถึงเราอาจเห็นหนังสือการลงทุนไม่น้อยเลยที่บอกว่า การซื้อหุ้นที่ได้เปรียบ ต้องซื้อตอนที่ PE ต่ำ

 

แต่ในกรณีของคุณโอนีล เขากลับมองตรงข้าม เขาเชื่อว่าหุ้นที่ดีไม่ใช่เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำ มีค่า PE ต่ำ หรือมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงๆ แต่หุ้นที่ดีคือ พื้นฐานทางธุรกิจมันต้องดี และราคาพร้อมจะขึ้น นั่นคือคำว่าหุ้นชั้นดีในความหมายของเขา

 

 

 

PE ร้อยเท่า
ก็เป็นหุ้นที่ดี

 

กราฟหุ้น AOL ก่อนที่จะโดนควบรวมกิจการ ขอบคุณภาพจาก tickersense.typepad.com)

 

คุณโอนีลยังได้ยกตัวอย่างถึงหุ้น AOL หรือ America Online ซึ่งในช่วงปี 1994 หุ้นตัวนี้มีการซื้อขายที่ค่า PE ประมาณ 100 เท่า แต่พอถึงปี 1999 ราคาหุ้นก็สามารถขึ้นไปได้เกือบๆ 15,000% (150 เท่า) ซึ่งหากเราเลือกหุ้นโดยเน้นค่า PE ต่ำๆ เราจะไม่มีทางได้ซื้อหุ้นที่มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงขนาดนี้เลย

 

นอกจากนั้น คุณโอนีลยังเคยมีประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดจากการซื้อหุ้น PE ต่ำมาแล้ว ซึ่งเขากล่าวไว้ในหนังสือ How To Make Money in Stocks ว่าเคยซื้อหุ้นของบริษัท Northrop ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินและเรือรบด้วยค่า PE เพียงแค่ 4 เท่า แต่หลังจากนั้นไม่นาน ราคาหุ้นก็ร่วงลงจนทำให้ค่า PE เหลือเพียงแค่ 2 เท่า

 

 

 

ลองใช้กับหุ้นไทย

 

 

มาเริ่มกันที่ค่า PE แบบเบาๆ กับหุ้น  YUASA  เมื่อกลางปี 2016 เส้นสีฟ้าคือจุดที่ราคาเริ่มต้นสู่การเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่ ในตอนนั้นราคาหุ้นซื้อขายกันที่ PE ประมาณ 30 เท่า ก่อนที่ราคาจะขึ้นไป 200% ในเวลาครึ่งปี

 

 

 

 

ต่อมาคือหุ้น  ORI  ในต้นปี 2017 ช่วงที่ราคาเริ่มเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่ ตลาดก็ให้ค่า PE กับหุ้นตัวนี้ถึง 30 เท่าเช่นกัน หลังจากนั้นราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปอีกประมาณ 500% (ยังไม่รวมหุ้นปันผลที่ได้ระหว่างทางด้วย)

 

 

 

 

อีกตัวคือหุ้น  SKY  ที่ก่อนหน้านี้ใช้ชื่อ CCN ในช่วงปี 2017 ที่ราคาเริ่มฟอร์มตัวเป็นขาขึ้น หุ้นตัวนี้ซื้อขายกันที่ PE สูงถึง 120 เท่า ก่อนที่ราคาจะขึ้นไปประมาณ 10 เด้งในเวลาไม่ถึงปี

 

 

 

 

กระทั่งหุ้นขวัญใจมหาชนอย่าง  BEAUTY  เมื่อตอนราคา 4 บาทก็ยังซื้อขายกันที่ PE สูงถึง 50 เท่า แต่ราคาก็ยังขึ้นไปได้อีกประมาณ 500% เช่นกัน

 

 

 

PE สูง
แต่พื้นฐานต้องดี

 

การละเลยค่า PE โดยไม่ใส่ใจปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะคุณโอนีลเองยังให้ความสำคัญกับพื้นฐานทางธุรกิจส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น ผลกำไรรายไตรมาส ผลกำไรรายปี ค่า ROE อัตรากำไรสุทธิ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยคัดหุ้นที่ดีให้เราได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว การซื้อหุ้น PE สูงๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา เราอาจได้หุ้นราคาแพงที่ไม่มีปัจจัยดีๆ มารองรับเลย

 

ไม่ต้องดูค่า PE ก็ทำเงินได้
แนวคิดจากวิลเลี่ยม โอนีล

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

CANSLIM คัดหุ้นชั้นยอด ด้วยระบบชั้นเยี่ยม : www.investing.in.th/product/27105/-canslim-คัดหุ้นชั้นยอด-ด้วยระบบชั้นเยี่ยม