กราฟเปลี่ยนชีวิต ของเรย์ ดาลิโอ

Last updated: Jan 9, 2019  |  4173 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


เมื่อพูดถึงกราฟ ความเข้าใจเรื่องกราฟของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ มักจะนึกถึงแท่งเทียนสีแดงและเขียว ที่บ่งบอกพฤติกรรมราคาในอดีต พร้อมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในการช่วยวิเคราะห์ ว่าราคาหุ้นในสภาวะนั้นเป็นอย่างไร รวมถึงอาจใช้เพื่อกำหนดแผนการเทรด ซื้อตรงไหน ซื้อเท่าไหร่ จุดตัดขาดทุนแถวไหน ขายทำกำไรตรงไหน นอกจากนั้นยังมีกราฟแบบอื่นด้วย เช่นกราฟเส้น กราฟขาวดำ กราฟ point and figure ฯลฯ


แต่กราฟเปลี่ยนชีวิตของเรย์ ดาลิโอ ไม่ได้เป็นกราฟเหมือนที่เรารู้จัก อันที่จริง มันไม่ใช่กราฟราคาเสียด้วยซ้ำไป แต่มันเป็นกราฟ "ค่าความสัมพันธ์" บางอย่าง บางอย่างที่เอาไปใข้คาดการณ์ราคาหุ้นในอนาคตเหมือนกราฟหุ้นทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ


แต่กราฟนี้เอง ที่ทำให้เรย์ ดาลิโอ ได้สร้างผลตอบแทนระดับตำนานมากกว่า 10% ต่อปี ภายใต้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเขา . . . นั่นคือ Bridgewater




จอกศักดิ์สิทธิ์


คุณ Ray Dalio ก็เคยเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เหมือนเราๆ ท่านๆ ทั่วไป ซึ่งเคยซื้อและขายหุ้นแบบปกติมาก่อน (รวมถึงฟิวเจอร์สด้วย) แต่เมื่อคุณดาลิโออยู่ในตลาดมาสักพัก เขาเริ่มสังเกตได้ว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์เสมอ เช่น เขาอาจคาดการณ์ว่าราคาโลหะเงินจะขึ้น จึงเข้าไปซื้อ (หรือ long) ในโลหะเงินเพื่อรอให้ราคาปรับตัว ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำกัน


แต่คำถามคือ ราคามันจะขึ้นเมื่อไหร่ ? แล้วถ้าระหว่างทาง ราคากลับเหวี่ยงลงไปสัก 20% ก่อนที่จะไปถึงเป้าหมายราคาที่เขาคาดการณ์ไว้ เขาจะรู้ได้ยังไงว่าจะไม่หมดตัว ? หรือกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาไม่ได้ขึ้นอย่างที่คิด มันก็มีโอกาสทำให้เขาเจ็บหนักได้ นั่นจึงเป็นที่มาของกราฟด้านล่าง



ในรูปนี้คือกราฟที่ "แสดงความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอแบบต่างๆ" เริ่มกันที่แกนตั้งด้านซ้ายที่เขียนว่า Annual Portfolio Standard Deviation จะเป็นความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอที่มีค่าตั้งแต่ 1% - 10% ยิ่งค่ามาก แปลว่าความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอยิ่งมากขึ้น หรือความหมายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือความเสี่ยงที่มากขึ้น


ส่วนแกนนอนที่เขียนว่า Number of Assets / Alphas in Portfolio จะแสดงถึงจำนวนสินทรัพย์ที่พอร์ตโฟลิโอนั้นถือ โดยมีค่าตั้งแต่ 1-20 หลักทรัพย์ ยิ่งค่ามาก แปลว่าพอร์ตโฟลิโอนั้นมีการถือสินทรัพย์หลายชนิด (ย้ำว่าสินทรัพย์นะครับ แม้พอร์ตนั้นจะถือหุ้นต่างกัน 10 ตัว แต่ก็นับว่าถือสินทรัพย์ชนิดเดียว เพราะเป็นหุ้นเหมือนกัน)


ด้านขวามือ หัวข้อที่เขียนว่า Return-to-Risk Ratio หมายถึงผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงหนึ่งหน่วย เช่น หากค่านี้อยู่ที่ 0.25 จะหมายความว่า ด้วยความเสี่ยงที่เราจ่ายไป 1 หน่วย จะทำให้เราได้รับผลตอบแทน 0.25 หน่วย ยิ่งค่ามาก แปลว่าผลตอบแทนที่เราได้นั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงมากขึ้น ส่วนหัวข้อที่เขียนว่า Probability of Losing Money in a Given Year ความหมายคือโอกาสที่จะสูญเสียเงิน มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งค่าน้อย แปลว่าโอกาสขาดทุนยิ่งน้อย


เส้นสีแดงทั้ง 5 เส้น แสดงถึงพอร์ตโฟลิโอแบบต่างๆ เส้นบนสุดที่เขียนไว้ว่า 60% correlation หมายถึงพอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน 60% (ลองนึกภาพพอร์ตหุ้นเราที่มีแต่หุ้น PTT PTTEP PTTGC ที่ราคาหุ้นมักเคลื่อนไหวคล้ายกัน นั่นคือค่าความสัมพันธ์ที่สูง) ส่วนเส้นอื่นๆ รองลงมา จะหมายถึงพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ซึ่งมีค่าความสัมพันธ์ต่างกัน ไล่มาตั้งแต่ 40% ไปจนถึง 0% ซึ่งก็คือสินทรัพย์แต่ละอย่างไม่มีความสัมพันธ์กันเลย




Corr. 60%



คราวนี้เรามาดูพอร์ตโฟลิโอแต่ละแบบกันบ้าง เส้นสีแดงบนสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน 60% วิธีการดูก็คือ หากเราถือสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว เช่น ทั้งพอร์ตถือแต่หุ้น PTT (ดูที่ซ้ายมือสุดของกราฟ) ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอจะอยู่ที่ 10% แต่ถ้าเพิ่มจำนวนสินทรัพย์เป็น 5 ชนิด ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 8% ความผันผวนที่ลดลงนั้นหมายถึงความเสี่ยงที่ลดลงด้วย


แต่ถึงแม้เราจะเพิ่มจำนวนสินทรัพย์เป็น 10 หรือ 20 ชนิด ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอก็แทบไม่เปลี่ยนแปลง สังเกตได้จากเส้นสีแดงที่แทบจะราบเรียบเป็นแนวนอน นั่นหมายความว่า แม้จะกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ แต่หากสินทรัพย์แต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กันเองมากๆ การกระจายการลงทุนก็ไม่ได้ทำให้ความผันผวนลดลง




Corr. 0%



ในขณะที่เส้นสีแดงล่างสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน 0% นั่นก็คือไม่มีความสัมพันธ์กันเลย หากเราถือสินทรัพย์ชนิดเดียว (ดูที่ซ้ายมือสุดของกราฟ) ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอจะอยู่ที่ 10% เช่นเดียวกับเส้นกราฟสีแดงที่อธิบายไปก่อนหน้า


แต่ถ้าเราเพิ่มจำนวนสินทรัพย์เป็น 5 ชนิด ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอจะลดลงเหลือเพียงแค่ 4% เท่านั้น และยิ่งเราเพิ่มจำนวนสินทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ ความผันผวนก็จะยิ่งน้อยลง นั่นหมายความว่า หากเรากระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ชนิด โดยที่สินทรัพย์แต่ละอย่างแทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย มันจะช่วยให้ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอโดยรวมลดลงได้


และหากเราดูจากค่า Return-to-Risk Ratio จะพบว่าค่านี้ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสินทรัพย์ของแต่ละพอร์ตโฟลิโอมีความสัมพันธ์กันน้อยลง เส้นสีแดงเส้นแรกที่เป็นตัวแทนของพอร์ตโฟลิโอที่ลงทุนในสินทรัพย์ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน 60% จะมีค่า Return-to-Risk Ratio อยู่ที่ 0.31 แต่หากดูเส้นสีแดงล่างสุด ที่เป็นตัวแทนของพอร์ตโฟลิโอที่ลงทุนในสินทรัพย์ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ค่า Return-to Risk Ratio จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.25


ดังนั้น ยิ่งสินทรัพย์ไม่มีความสัมพันธ์กันมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ส่วนค่า Probability of Losing Money in a Given Year จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อสินทรัพย์ที่ลงทุนในพอร์ตโฟลิโอมีความสัมพันธ์กันน้อย ดังนั้น ยิ่งสินทรัพย์ไม่มีความสัมพันธ์กันมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะขาดทุนก็ยิ่งน้อยลง


สิ่งที่คุณเรย์ ดาลิโอ ต้องการจะสื่อก็คือ การเลือกสินทรัพย์ให้ถูกต้องอาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่การลงทุนในสินทรัพย์แต่ละอย่างด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องสำคัญกว่า และสินทรัพย์แต่ละอย่างก็ไม่ควรมีความสัมพันธ์กันเอง (ซึ่งเขาได้ยกตัวอย่างในหนังสือว่า ผู้จัดการกองทุนรวมที่ซื้อหุ้นนับพันตัว ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงต่างจากกองทุนที่ซื้อหุ้นเพียง 5 ตัวเท่าใดนัก เพราะหุ้นมันเป็นสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน) เพื่อให้ความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอโดยรวมน้อยที่สุด ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงมากที่สุด และโอกาสขาดทุนน้อยที่สุด




ใข้ได้จริงหรือ



เรื่องนี้อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับนักลงทุน แต่นี่คือสิ่งที่ Bridgewater เริ่มใช้งานมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว จากกราฟด้านบนนี้ คือผลตอบแทนของ Pure Alpha ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนของบริษัท เห็นได้ชัดว่าความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอนั้นไม่สูงนัก แม้แต่ในช่วงวิกฤตปี 2000 และ 2008 กองทุนของเรย์ ดาลิโอ ก็ยังประคองตัวไม่ให้ขาดทุนหนัก และทำผลตอบแทนกลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย


ที่น่าสนใจว่าคือ เราต้องไม่ลืมว่า Bridgewater มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 1 แสนล้านเหรียญ ผลตอบแทนระดับ 10% ต่อปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ในปี 2018 ที่ผ่านมา สินทรัพย์ทั่วโลกเกือบทุกอย่างร่วงหนัก กองทุนของคุณดาลิโอก็ยังทำผลตอบแทนได้เกือบ 15% จนมีสินทรัพย์ให้ดูแลกว่า 160,000 ล้านเหรียญแล้ว


แนวคิดนี้อาจเป็นสิ่งที่สร้างผลตอบแทนได้ในระดับโลก แต่ในฐานะนักลงทุนอย่างเราๆ การเชื่อโดยไม่พิจารณาให้ดีก่อนก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก (ซึ่งคุณดาลิโอก็ย้ำเสมอว่าอย่าเชื่อเขาทุกเรื่อง) เพราะต้องไม่ลืมความจริงว่า Bridgewater ไม่อาจซื้อขายหุ้นแบบปกติได้เหมือนนักลงทุนทั่วไปเพราะขนาดกองทุนที่ใหญ่มาก แต่นักลงทุนทั่วไปก็ยังสามารถใช้วิธีการเดิมได้ปกติ เพียงแต่แนวคิดนี้อาจเป็นอีก "หนึ่งทางเลือก" ให้เราเอามาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของเราได้


ทั้งหมดนี้คือ "กราฟเปลี่ยนชีวิต" เพียงกราฟเดียวของเขา ที่ก่อให้เกิดตำนานของ Bridgewater และตำนานของเรย์ ดาลิโอ

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง