ถือหุ้นตลอดชีวิต เจาะแนวคิด ฟิลลิป ฟิชเชอร์

Last updated: Jan 11, 2019  |  796 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


ถ้าบิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคือ Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนในหุ้นเติบโตก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Philip Fisher ที่เราทุกคนต่างรู้กันดีว่า แนวทางของทั้งสองท่านนั้นมีความสุดยอดทั้งคู่ กระทั่ง Warren Buffett ก็ยังต้องประยุกต์ใช้แนวคิดของทั้งสองคนนี้แบบผสมผสานกัน ไม่อาจละเลยการหาหุ้นคุณค่าหรือการหาหุ้นเติบโตไปได้


ถึงแม้บัฟเฟตต์จะเคยบอกเองว่าเขาใช้หลักการของท่านทั้งสองนี้ในอัตราส่วน 85 ต่อ 15 ตามลำดับ แต่จากหลายๆ การลงทุนที่เราเห็นของบัฟเฟตต์ มีเพียงไม่กี่ครั้งที่เขาซื้อหุ้นซึ่งต่ำกว่ามูลค่าของมันมากๆ อย่างเห็นได้ชัด หรือแม้แต่เกรแฮมเองก็ตาม เขาอาจจะมีหุ้นมากมายที่ต่ำกว่ามูลค่าในพอร์ตการลงทุน แต่หุ้นที่ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาได้กลับเป็นหุ้น GEICO ซึ่งเป็นหุ้นเติบโตในแบบของฟิชเชอร์  บทความที่เกี่ยวข้อง 


น่าสนใจ แล้วคุณฟิชเชอร์มีหุ้นอะไรที่เป็นตำนานของเขาบ้างล่ะ ?




มันคือหุ้น
Motorola


นอกจากจะเป็นเจ้าของฉายาบิดาแห่งการลงทุนในหุ้นเติบโต เขายังเป็นเจ้าของแนวคิด "การถือหุ้นตลอดชีวิต" อีกด้วย และจากแนวคิดนี้เอง เขาจึงถือหุ้น Motorola มาตั้งแต่ปี 1955 และขายออกไปเมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต นั่นเท่ากับว่าคุณฟิชเชอร์ถือหุ้นตัวนี้มานานมาก นานเกือบ 60 ปีเลยทีเดียว (บางคนถือแค่ 6 เดือนยังแทบขาดใจเลย)


น่าเสียดายที่เราไม่มีข้อมูลว่าเขาซื้อหุ้น Motorola ในราคาหุ้นละเท่าไหร่ แต่จากข้อมูลราคาหุ้นที่ย้อนไปได้ไกลสุดคือในปี 1968 ซึ่งราคาหุ้นซื้อขายกันอยู่ประมาณ 3 เหรียญ เราจะสมมติว่าต้นทุนของเขา "อาจจะ" น้อยลงกว่านี้สักครึ่งหนึ่ง คือราวๆ 1.50 เหรียญ เพราะช่วงเวลาที่เขาซื้อหุ้นตัวนี้คือย้อนกลับไปอีกถึง 13 ปี ด้วยระยะเวลาขนาดนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าราคาหุ้นจะต้องขึ้นมาอย่างน้อยๆ 2 เท่า (หรืออาจมากกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เรากำหนดสมมติฐานแบบ conservative ไว้ก่อน)


กราฟหุ้น MSI (Motorola) รายเดือน นับตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงที่คุณฟิชเชอร์ขายหุ้น


และการที่เขาขายหุ้น Motorola ในปี 2004 ซึ่งราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ประมาณ 70 เหรียญ นั่นแปลว่า การลงทุนของเขาในหุ้นตัวนี้ คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 47 เด้ง (ยังไม่รวมเงินปันผล) . . . ด้วยระยะเวลา 60 ปี




ปีละ 6.61%


จริงอยู่ที่ผลตอบแทนในรูปของ % การเพิ่มขึ้นจะดูเยอะมาก แต่ถ้าคิดแบบเฉลี่ยทบต้นต่อปีแล้ว จะตกอยู่ที่ปีละ 6.61% เท่านั้นเอง หรือต่อให้นับรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลแบบ agressive สุดๆ โดยบวกเพิ่มไปอีกปีละ 4% ก็จะทำให้ผลตอบแทนรวมต่อปีอยู่ที่ราว 10% ซึ่งหากเทียบกับบัฟเฟตต์ที่ได้ผลตอบแทน 20% เป็นระยะเวลากว่า 50 ปี ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าผลลัพธ์ของบัฟเฟตต์นั้นดีกว่ามาก


แต่เราก็ไม่อาจสรุปได้ว่าการลงทุนในหุ้น Motorola ของคุณฟิชเชอร์เป็นการลงทุนที่ไม่ดี เนื่องจาก


1) เราไม่รู้ว่าต้นทุนจริงๆ ของเขาคือเท่าไหร่ จากสมมติฐานเดิมที่เรากำหนดว่าต้นทุนของเขาอาจจะอยู่ที่ประมาณ 1.50 เหรียญต่อหุ้น แต่ถ้าเรากำหนดใหม่ว่าต้นทุนของเขาอยู่ที่ 0.30 เหรียญต่อหุ้น (หุ้นมันอาจขึ้นมา 10 เท่าแล้วก่อนที่จะมีการบันทึกราคาหุ้นครั้งแรกที่ 3 เหรียญ) ผลตอบแทนของเขาจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 10% ต่อปีในทันที (แบบยังไม่รวมปันผล)


2) เราไม่รู้ว่าเขาได้เงินปันผลสะสมเท่าไหร่ ถ้าหากเงินปันผลเฉลี่ยต่อปีตกปีละ 4% อย่างที่เราสมมติไว้ เมื่อรวมกับผลตอบแทนจากราคาหุ้นด้วยสมมติฐานที่อธิบายในข้อ 1) ผลตอบแทนของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 14% ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียวด้วยระยะเวลาติดต่อกัน 60 ปี




เรื่องสำคัญ
คือราคาขาย


กราฟหุ้น MSI รายเดือน จนถึงปี 2000 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของราคาที่ประมาณ 230 เหรียญ


ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่กำหนดผลตอบแทนของคุณฟิชเชอร์คือราคาตอนที่ขายออก เพราะเขาขายออกไปในช่วงปี 2004 ที่เป็นช่วงหลังจากวิกฤตการณ์ฟองสบู่ในสหรัฐอเมริกา หากเราลองคิดเล่นๆ ว่า เขาสามารถจับความร้อนแรงของฟองสบู่ได้ และขายหุ้น Motorola ออกไปที่ราคาประมาณ 200 เหรียญต่อหุ้น (จุดสูงสุดที่เคยทำได้คือประมาณ 230 เหรียญ) หากต้นทุนของเขาคือหุ้นละ 1.50 เหรียญ (สมมติฐานแบบ conservative) ผลตอบแทนต่อปีของเขาจะเพิ่มเป็น 8.50% และถ้าต้นทุนของเขาคือหุ้นละ 0.30 เหรียญ (สมมติฐานแบบ aggressive) ผลตอบแทนของเขาจะเพิ่มเป็นปีละ 11.50% เลยทีเดียว แบบยังไม่ได้รวมเงินปันผล


แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การคาดคะเน เพราะอย่างที่กล่าวไปว่า เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าต้นทุนของเขาในหุ้น Motorola อยู่ที่เท่าไหร่ ได้ปันผลมากแค่ไหน และคุณฟิชเชอร์เองก็ไม่อาจรู้ได้แน่นอนว่าฟองสบู่จะแตกเมื่อไหร่ จึงเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะขายได้ที่บริเวณจุดสูงสุดตลอดกาลของราคาหุ้น




ความโหด
ไม่ใช่ผลตอบแทน


ไม่ว่าผลตอบแทนต่อปีจะอยู่ที่ 10% 15% หรือกระทั่ง 20% ความเก่งของคุณฟิชเชอร์ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของผลลัพธ์ที่สะท้อนผ่านราคาหุ้น Motorola แต่เป็นเรื่องของระยะเวลาที่เขากล้าจ่ายให้กับหุ้นตัวนี้ ลองคิดเล่นๆ ว่า ใครกันจะมีความอดทนมากพอถึงขนาดถือหุ้นได้นาน 6 ทศวรรษ ที่ในช่วงระหว่างการถือ มันมีทั้งจังหวะที่หุ้นย่อตัวลงมากว่า 50% และยังมีหุ้นตัวอื่นที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ


และถ้าย้อนไปในสมัยปี 1955 ที่ข้อมูลทุกอย่างไม่แพร่หลาย ก็ต้องนับถือในความพยายามของเขาที่ดั้นด้นหาข้อมูลหุ้น Motorola ได้มากพอจนกล้าที่จะเข้าลงทุน ซึ่งในเวลานั้น บริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในระยะเวลาเพียง 10 ปี ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน หุ้นชั้นดีขนาดนี้ไม่มีทางหลุดรอดสายตาของนักลงทุนไปได้ แต่ด้วยความเป็นนักลงทุนเข้าเส้นของคุณฟิชเชอร์ ทำให้เขาเห็นโอกาสก่อนคนอื่น จนสร้างความได้เปรียบมาตลอดระยะเวลา 60 ปี


และไม่ว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ก็ยังเป็นบิดาแห่ง growth stock ที่ยากจะหาใครเปรียบ

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน



  แหล่งอ้างอิง  

หุ้นสามัญ กับกำไรที่ไม่สามัญ : www.investing.in.th/product/27113/หุ้นสามัญกับกำไรที่ไม่สามัญ

Annual Report Motorola 1955 : https://www.motorolasolutions.com/content/dam/msi/docs/en-xw/static_files/history-motorola-annual-report-archive-1955-4p12mb-24.pdf

Philip Fisher's Investment Series: Selecting Conservative Stocks to Buy and Hold : https://www.gurufocus.com/news/134151/philip-fishers-investment-series-selecting-conservative-stocks-to-buy-and-hold