จอห์น เนฟฟ์ กับหุ้น Seagate 4 เด้งในหนึ่งปี

Last updated: Jan 22, 2019  |  455 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


ฝีมือการลงทุนของจอห์น เนฟฟ์ เรียกได้ว่าไม่เป็นสองรองใครเลยหากเทียบกับนักลงทุนในระดับตำนานทั้งหลาย ทั้งวอเร็น บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ฯลฯ ถึงแม้เขาจะสร้างผลตอบแทนได้ราวๆ 13% ต่อปี แต่ด้วยระยะเวลาที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนกว่า 3 ทศวรรษ ผลตอบแทนระดับนี้ก็สูงพอที่จะทำให้เงินของนักลงทุนเติบโตขึ้น 57 เท่า  ทความที่เกี่ยวข้อง 


นักลงทุนไทยอาจไม่รู้จักเขามากนัก แต่ในต่างประเทศ เขามีชื่อเสียงมากทีเดียวในฐานะอดีตผู้จัดการกองทุน Windsor และยังได้รับฉายาว่าเป็น Father of Contrarian อีกด้วย (บิดาแห่งชาวสวน) เขาออกจากสังเวียนของผู้จัดการกองทุนเมื่อปี 1996 แต่ถึงกระนั้น คุณเนฟฟ์ก็ยังลงทุกอย่างต่อเนื่องในบัญชีส่วนตัวของเขา พร้อมกับสร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงาม


และหนึ่งในนั้นคือหุ้น Seagate ที่เขาซื้อเมื่อปี 2008




ยิ่งมีปัญหา
ยิ่งชอบซื้อ


ทุกคนรู้ดีว่าปี 2008 คือปีเผาจริงทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินล่มสลาย ผู้คนตกงาน ตลาดหุ้นพังทลาย และแม้แต่หุ้น Seagate  STX  ซึ่งเป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ของโลกก็ได้รับผลกระทบ โดยรายได้ลดลงจาก 3.4 พันล้านเหรียญเมื่อไตรมาส 4 ปี 2007 มาอยู่ที่ 2.3 พันล้านเหรียญในไตรมาส 4 ปี 2008 คิดเป็นรายได้ที่ลดลงเกือบหนึ่งในสาม แต่นอกจากนั้น ผลกำไรสุทธิก็ลดลงจาก 403 ล้านเหรียญ มาเป็นขาดทุนสุทธิ 2.8 พันล้านเหรียญในช่วงเวลาเดียวกัน


รายได้ (รูปด้านบน) และผลกำไร (รูปด้านล่าง) ของบริษัท Seagate ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในปี 2008 นั้นผลประกอบการแย่ลง


หากมองเผินๆ ก็ดูเหมือนว่าหุ้น STX คงไร้อนาคตต่อไปอีกเป็นแน่แท้ ราคาหุ้นเองก็ร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 30 เหรียญมาเหลือเพียง 3 เหรียญ ร่วงราวกับคนทั้งโลกจะเลิกใช้ฮาร์ดดิสก์อีกต่อไป แต่ไม่ใช่สำหรับจอห์น เนฟฟ์ เพราะในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก สิ่งที่เขาทำคือการไปตรวจสอบความจริง จนพบว่า รายได้มันอาจลดลงตามเศรษฐกิจโลก แต่ผลขาดทุนกว่า 2.8 พันล้านที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมันเกิดจากการปรับการด้อยค่าของสินทรัพย์และค่าความนิยมด้วย


ซึ่งทั้งรายได้ที่ลดลง และการปรับการด้อยค่าของสินทรัพย์ คุณเนฟฟ์มองว่ามันเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น และคิดว่าบริษัทคงใช้เวลาไม่นานในการสร้างรายได้และกำไรให้มากกว่าเดิม ที่สุดแล้ว เขาจึงตัดสินใจเข้าลงทุนที่ราคาประมาณ 4 เหรียญต่อหุ้น




ปันผล
ล่อตาล่อใจ


คุณเนฟฟ์ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จุดที่เขาลงทุนในหุ้น Seagate หากเทียบเงินปันผลในอดีตย้อนหลัง 12 เดือน จะคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนถึง 12% เลยทีเดียว นั่นแปลว่า หากในอนาคตบริษัทเพียงแค่สร้างรายได้และผลกำไร รวมถึงจ่ายเงินปันผลให้เท่ากับในอดีต เขาเองก็จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่มากกว่า 12% ต่อปี ซึ่งตัวคุณเนฟฟ์เองก็เป็นนักลงทุนที่ให้ความสนใจกับเงินปันผลอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เขาจะตัดสินใจซื้อ




ตลาดกลับมา
เร็วกว่าคาด


แต่สิ่งต่างๆ กลับดีขึ้นเร็วกว่าที่คิด เพราะตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รวมถึงหุ้น Seagate ที่ราคาปรับตัวขึ้นจาก 4 เหรียญมาเป็น 20 เหรียญ ในเวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้แก่จอห์น เนฟฟ์ ได้กว่า 400% ซึ่งนอกจากหุ้น STX แล้ว ในช่วงเวลานั้นเขายังได้ซื้อหุ้นของ HP ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาในเวลาไม่นานเช่นกัน เพียงแต่ผลตอบแทนจะน้อยกว่าหุ้นของ Seagate




แต่เขาเอง
ก็พลาดหลายอย่าง


กราฟราคาหุ้น STX รายวัน จุดที่คุณเนฟฟ์เข้าซื้อจะอยู่ที่บริเวณฝั่งซ้ายมือ (ที่ราคาประมาณ 4 เหรียญ) แม้เขาจะได้ต้นทุนต่ำ แต่ก็มีบางจังหวะที่ราคาหุ้นร่วงไปเหลือแค่ 3 เหรียญ


แม้เขาจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้กว่า 4 เด้ง แต่สิ่งที่เขาคาดการณ์ผิดก็มีอยู่สองอย่าง นั่นคือ 1) รายได้และกำไรของบริษัทไม่ได้กลับมาดีกว่าเดิมในเวลาอันสั้น แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี และ 2) นับจากจุดที่เขาซื้อและถือไปจนราคา 20 เหรียญ หุ้นตัวนี้ก็ไม่ได้จ่ายเงินปันผลออกมาอีกเลย ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณสองปีเช่นกันกว่าที่จะกลับมาจ่ายปันผลอีกครั้ง


อีกเรื่องหนึ่งก็คือ จุดที่เขาซื้อนั้นไม่ใช่จุดต่ำสุด น่าเสียดายที่ไม่มีข้อมูลว่าเขาซื้อหุ้น STX เมื่อเดือนไหนหรือวันที่เท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่าเขาซื้อในราคาประมาณ 4 เหรียญ แต่ระหว่างทางก่อนที่ราคาจะเป็นขาขึ้น ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคาหุ้นร่วงลงไปเหลือเพียงแค่ 3 เหรียญ คิดเป็นการลดลงของราคาประมาณ 25%




ผู้ขนะ
ไม่ต้องถูกทุกอย่าง


จากทั้งหมดนี้ มันทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจอห์น เนฟฟ์ ก็ไม่ได้เป็นนักลงทุนที่เก่งขนาดว่าคาดการณ์ถูกไปเสียทุกอย่าง บางทีจังหวะเวลาที่เขาซื้อ มันอาจเป็นเรื่องของ "โชค" ที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วขนาดนั้น จนสร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำในระยะเวลาอันสั้น


แต่ถึงแม้เขาจะคาดการณ์ผิด หุ้นอาจจะไม่ขึ้นเร็วอย่างที่เกิดขึ้น มันก็ไม่ได้เดือดร้อนต่อเขามากนัก เพราะราคาที่เขาซื้อนั้นมีความได้เปรียบมากในแง่ของมูลค่า สมมติหากราคาหุ้นปรับตัวลงไปเหลือเพียง 2 เหรียญ แต่ผ่านไปอีกแค่สองปี เงินปันผลที่จ่ายในปีแรกก็คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 25% แล้ว อีกทั้งรายได้และกำไรที่กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ ต่อให้ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลย มันก็ยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระดับสุดยอดได้ (ในแง่ของตัวธุรกิจและเงินปันผลที่จ่ายออกมา)


สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าบางคนอาจมีฝีมือเทียบเท่าหรือมากกว่าเนฟฟ์ หรือหลายๆ คนอาจมีฝีมือด้อยกว่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือ ราคาที่เราซื้อมันคุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับมูลค่าจริงๆ ของมัน และตัวธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังหุ้นตัวนั้น มีโอกาสแค่ไหนที่จะเติบโต เพียงแค่คาดการณ์ถูกอย่างคร่าวๆ ก็ดีกว่าผิดแบบ 100% แล้ว


ไม่ต้องคิดถูกทุกอย่าง ก็สร้างผลตอบแทนอันน่าอัศจรรย์เหมือนจอห์น เนฟฟ์ ได้

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์ : www.investing.in.th/product/64133/ลงทุนแบบ-จอห์น-เนฟฟ์

Neff goes bargain hunting : https://money.cnn.com/2009/01/02/magazines/fortune/levenson_neff.fortune/

Seagate Annual Report 2009 : http://www.annualreports.com/HostedData/AnnualReportArchive/s/NASDAQ_STX_2009.pdf

รายได้และกำไรของ Seagate ย้อนหลัง : https://www.macrotrends.net/stocks/charts/STX/seagate-technology/revenue