เซธ คลาร์แมน เซียน VI ที่เคยแพ้ตลาดถึง 40%

Last updated: Feb 5, 2019  |  802 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


การวัดว่าผลตอบแทนของนักลงทุนนั้นดีหรือไม่ดี โดยส่วนใหญ่มักจะใช้การเทียบผลตอบแทนของตนเองกับดัชนีตลาด ยกตัวอย่างเช่น ปีนี้ทำผลตอบแทนได้ 30% ส่วนดัชนี SET index ปรับตัวขึ้นมา 10% นั่นแปลว่าผลตอบแทนของเราชนะตลาดไป 20% และถ้าหากในปีนั้นตลาดติดลบ แต่เรายังสามารถทำเงินได้ ก็แปลว่าผลตอบแทนของเราชนะตลาดอย่างขาดลอย และเป็นไปได้ว่า วิธีการลงทุนของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากแม้ในวันที่ตลาดย่ำแย่


ดังนั้น การที่ผลตอบแทนของตัวนักลงทุนน้อยกว่าดัชนีอ้างอิง (benchmark) จึงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก และยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ถ้าปีนั้นตลาดดีเยี่ยมแล้วเราขาดทุน เพราะมัน “อาจ” หมายถึงวิธีการลงทุนของเรามีสิ่งที่ต้องปรับ


แต่เรื่องนี้เคยเกิดกับคุณเซธ คลาร์แมน (Seth Klarman) ที่เป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่าชื่อก้องโลกมาแล้ว ตลาดขึ้นไป 25% แต่เขากลับขาดทุนถึง -18%




คนที่บัฟเฟตต์ไว้ใจ


เซธ คลาร์แมน เป็นคนที่ถูกพูดถึงผ่านหนังสือหรือสื่อในไทยน้อยมาก แต่ในระดับโลกนั้นหลายๆ คนต่างก็ยอมรับฝีมือของเขา กระทั่งบัฟเฟตต์เองยังเคยบอกว่า หากต้องเลือกใครสักคนมาดูแลพอร์ตการลงทุนแทนเขา หนึ่งในนั้นจะต้องเป็นคุณเซธ คลาร์แมน โดยในปัจจุบัน เขาบริหารเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ พร้อมผลตอบแทนทบต้นปีละ 17% จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังขาในความสามารถของเขาเลย




แล้วทำไม
แพ้ตลาด


นั่นเพราะช่วงที่เขาแพ้ตลาดนั้นคือปี 1999 ที่ฟองสบู่ในหุ้นเทคโนโลยีกำลังบูมถึงขีดสุด ตลาดหุ้นโดยรวมอาจขึ้นไป 25% แต่หุ้นรายตัวจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นไปสูงกว่านั้น อย่างเช่น Amazon, Microsoft, Adobe รวมถึงหุ้น Apple ก็ปรับตัวขึ้นไปกว่า 3 เท่าในปีดังกล่าว


กราฟราคาหุ้น ADBE รายสัปดาห์ในช่วงปี 2000


นั่นคือช่วงเวลาทองของหุ้นเทคโนโลยี แต่เนื่องจากวิธีการลงทุนของคุณคลาร์แมนเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นหุ้นที่ตลาดไม่นิยมในเวลานั้น (เพราะมัวแต่ไปสนใจหุ้นร้อนแรงกันหมด) จึงทำให้ผลตอบแทนของเขาออกมาไม่ดีนัก




ควรเปลี่ยน
วิธีลงทุนไหม


สิ่งที่น่าคิดของเรื่องนี้ก็คือ หากเราเป็นคุณคลาร์แมนในสถานการณ์นั้น ต้องดูแลเงินหลายพันล้านเหรียญ มีลูกค้าหลายคนที่เอาแต่เฝ้าถามว่าทำไมแพ้ตลาด และหุ้นในพอร์ตเราก็สาละวันเตี้ยลง ในขณะที่หุ้นตัวอื่นขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เราจะทำอย่างไร ? จะเปลี่ยนวิธีการลงทุนดีไหมล่ะ


หากวิธีการลงทุนของเราให้ผลตอบแทนแพ้ตลาด มันมีความเป็นไปได้อยู่สองกรณี 1) วิธีการของเรามันไม่ดีจริงๆ ถ้าเป็นเพราะสาเหตุดังกล่าว การเปลี่ยนวิธีเลือกหุ้น หรือปรับปรุงให้มันดีขึ้นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ กับ 2) วิธีการของเราไม่เหมาะกับสภาพตลาดแบบนี้ ถ้าเป็นเช่นนี้ คำถามต่อมาคือมันจะเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร ?



ในกรณีของคุณคลาร์แมน เขาเองลงทุนมาก่อนฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีเป็นเวลานานมากๆ แล้ว ดังนั้นเขาย่อมรู้ประสิทธิภาพของวิธีการนี้เป็นอย่างดีว่ามันได้ผลมากน้อยแค่ไหน สมมติในช่วงเวลา 10 ปี มีเพียงแค่ 2 ปีที่ผลตอบแทนเราแพ้ตลาด นั่นอาจเป็นธรรมชาติของมันที่เราไม่สามารถปรับแก้ไขอะไรได้แล้ว อีกอย่างก็คือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นต้องอาศัยเวลา ซึ่งคุณคลาร์แมนกล่าวว่ามันเป็นเกมที่ต้องมองกันยาวๆ เท่านั้น




กลับมา
อย่างสง่างาม


ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ พังทลายลงในปี 2000 และปี 2001 ตัวเขาเองก็ยังใช้วิธีการเดิมในการเลือกหุ้น แต่กลับสามารถทำเงินได้แม้ตลาดโดยรวมจะติดลบอย่างหนัก นั่นเท่ากับว่า ปี 1999 ที่เขาแพ้ตลาด มันเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ในระยะยาวแล้ว กลยุทธ์แบบเซียนหุ้น VI ระดับโลกคนนี้ก็ยังสามารถใช้งานได้


อันที่จริง ในปี 1999 คนที่แพ้คลาดไม่ได้มีแต่คุณคลาร์แมน กระทั่งวอเร็น บัฟเฟตต์ ก็ยังแพ้ตลาดด้วย ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก  บทความที่เกี่ยวข้อง 


เพราะฉะนั้น การวัดผลตอบแทนของตัวเองกับตลาดในระยะสั้น อาจจะบอกอะไรได้ไม่มากนัก เหมือนกับที่เซธ คลาร์แมน บอกไว้ เกมนี้ต้องมองกันยาวๆ

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

Seth Klarman : http://www.thaivi.org/seth-klarman/