มาร์ค ดักลาส กับวิธีจัดการความกลัวของเทรดเดอร์

Last updated: Feb 10, 2019  |  359 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset


มาร์ค ดักลาส แม้ตัวเขาเองจะไม่มีประวัติด้านการเทรดมากนัก แต่ชื่อเสียงของเขาโด่งดังในฐานะ “นักจิตวิทยา” เกี่ยวกับการเทรดชนิดหาตัวจับได้ยาก และผลงานของเขาที่ชื่อ Trading in the zone หรือโซนแห่งเทรดเดอร์ ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากเทรดเดอร์ทั่วโลก


และในเรื่องของจิตวิทยานั้น "ความกลัว" นับได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญอีกอย่างของเทรดเดอร์ก็ว่าได้ นี่จึงนำมาสู่ความกลัว 4 อย่าง ที่คุณดักลาสเชื่อว่าวิธีการรับมือกับมันนั้นมีความสำคัญไม่แพ้องค์ประกอบอื่นในการเทรดเลย




 1  กลัวที่จะขาดทุน


ความกลัวขั้นพื้นฐานที่สุดของนักลงทุนทุกคนคือกลัวการเสียเงิน ไม่มีใครอยากขาดทุน แต่ตลาดหุ้นไม่ได้มีอะไรแน่นอน 100% ดังนั้นไม่ว่าใครก็ขาดทุนได้


สมมติเราเป็นเทรดเดอร์ที่จะซื้อหุ้นเมื่อราคาตัดขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนต้องเคยประสบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ "กราฟขึ้นมาแล้ว แต่ดูน่ากลัวเกินไป รออีกหน่อยนะ" นั่นเท่ากับว่าเรากำลังใช้ "อารมณ์" นำการตัดสินใจแทน จริงอยู่ที่ความกลัวนั้นอาจทำให้เราคิดถูก หุ้นมันอาจจะลงก็ได้ แต่ถ้าหุ้นมันวิ่งขึ้นไป 10 เท่าหลังจากนั้นล่ะ ?


หรือในกรณีอย่างเช่น เราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 10 บาทด้วยความมั่นอกมั่นใจ แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงไปเหลือเพียง 8 บาทจนต้องขายตัดขาดทุน พอหลังจากนั้นไม่นานนัก ราคาได้เกิดสัญญาณซื้อใหม่ที่ราคา 11 บาท คงมีไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าเข้าซื้อหุ้นตัวเดิมที่เคยขายตัดขาดทุนมาแล้ว นั่นเพราะ "กลัว" ว่าจะขาดทุนซ้ำสองนั่นเอง


กราฟราคาหุ้น NFLX หรือหุ้น Netflix รายวัน จะเห็นว่าราคาหุ้นตัดขึ้นและลงเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันบ่อยครั้งมาก ก่อนที่รอบสุดท้ายจะตัดขึ้นและวิ่งไปได้อีกกว่า 200%


ดังนั้น ไม่ว่าสัญญาณซื้อหรือขายจะเกิดขึ้นเมื่อใด หน้าที่ของเทรดเดอร์คือการทำตามแผนนั้น อย่าคิดเอาเองว่าการเทรดครั้งนั้นจะไม่ดี นั่นเป็นการเข้าแทรกแซงวิธีการลงทุนของตัวเองแบบไม่รู้ตัว และเราอาจพลาดหุ้นผู้ชนะครั้งใหญ่ได้




 2  กลัวที่จะตกรถ


ข้อนี้ตรงข้ามกับความกลัวข้อแรก มันคือความโลภแบบไม่มีเหตุผลเท่าไหร่นัก ลองนึกถึงช่วงต้นปี 2561 ที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นไปแถว 1800 จุด ช่วงนั้นเริ่มมีหลายคนให้ความสนใจหุ้นมากขึ้น คนจำนวนไม่น้อยเข้ามาลงทุนเพราะกลัวว่า SET Index จะวิ่งไป 2000 จุด นั่นคือความกลัวที่จะตกรถ หรืออย่างหุ้นบางตัวที่จะล้มละลายแหล่มิแหล่ แล้วมีใครบางคนให้ข่าวว่ามันจะ turn around และทำให้เราอยากซื้อจนตัวสั่น นั่นก็เป็นอาการของคนกลัวจะตกรถ


ผลร้ายของความกลัวนี้นับว่ารุนแรงกว่าข้อแรก เพราะมันทำให้เราสูญเงินได้ วิธีการควบคุมความกลัวในข้อนี้คือการอยู่เฉยๆ ให้เป็น มันอาจยากสักหน่อยที่ต้องทนเห็นคนอื่นๆ รวยขึ้นในขณะที่เรานั่งอยู่เฉยๆ แต่ความถนัดของคนไม่เหมือนกัน วันนี้หุ้นตัวอื่นอาจเป็นที่นิยม แต่สักวันหุ้นตัวที่เราถนัดเทรดมากกว่า หรือวิธีการลงทุนที่เราถนัด มันจะต้องกลับมาทำเงินได้ในไม่ช้า




 3  กลัวที่กำไรจะเปลี่ยนเป็นขาดทุน


แม้หุ้นตัวที่เราถือจะมีกำไรสักร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การเจอเหตุไม่คาดฝันแล้วทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นลงมาสัก 2 ฟลอร์ ก็เปลี่ยนกำไรให้เป็นขาดทุนได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้ เทรดเดอร์หลายๆ คนจึงไม่กล้า let profit run (โดยเฉพาะในหุ้นตัวเล็กๆ) และรีบขายทำกำไรออกไปก่อน ซึ่งข้อดีก็คือ เราได้กำไรกลับมาแน่นอน แต่ถ้าหุ้นตัวนั้นมันเป็นหุ้นหลายเด้งตัวต่อไปล่ะ ? แล้วการที่รีบขายไปก่อน มันก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันว่าตัวต่อไปเราจะไม่ขาดทุน


กราฟราคาหุ้น ECF รายวัน แม้เทรดเดอร์จะมีต้นทุนหุ้นตัวนี้ที่ราคาไม่สูงนัก แต่การเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเพียงครั้งเดียว ราคาหุ้นที่ร่วงจนติดฟลอร์ก็ทำให้กำไรของนักลงทุนหายวับไปได้ไม่ยาก


โอกาสที่หุ้นจะกลับมาขาดทุนคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ลองคิดดูว่า ในหุ้น 10 ตัวที่เราลงทุนนั้น ขอเพียงแค่ 1-2 ตัวที่ราคาขึ้นไปได้เรื่อยๆ เหมือนอย่างหุ้น  TASCO  หรือ  STA  ในอดีต ผลกำไรที่เราได้มันก็มากพอที่จะชดเชยการขาดทุนทั้งหมดในอดีต หรือถ้ากลัวจะเสี่ยงมากเกินไป การแบ่งขายหุ้นทีละระดับราคาก็ช่วยให้เรารักษากำไรไว้ได้ หากราคาหุ้นพลิกกลับเป็นขาลง




 4  กลัวว่าจะคิดผิด


ไม่ว่าจะเทรดเดอร์หรือนักลงทุนต่างก็ต้องการ "คิดถูก" มากกว่า "คิดผิด" เพราะยิ่งเราคิดถูกมากเท่าไหร่ มันยิ่งแสดงถึงความเก่งกาจในการเลือกหุ้นได้เท่านั้น แต่ถ้าคิดดูดีๆ แล้ว ทำไมเราต้องคิดถูกตลอดเวลาล่ะ ? เราลองนึกดูดีๆ ว่ามีใครบ้างไหมในตลาดหุ้นที่คิดถูกตลอดเวลา คำตอบคือไม่มีเลย กระทั่งปีเตอร์ ลินช์ ก็เคยคิดผิดจนมีหุ้นติดดอยในกองทุนของเขาหลายต่อหลายตัว


แต่ทำไมคุณลินช์ถึงยังสร้างผลตอบแทนกว่า 29% ต่อปีได้ เพราะในจำนวนหุ้น 1,400 ตัวที่เขาเคยถือ มันอาจมีสัก 1,300 ตัวที่เขาคิดผิด แต่อีก 100 ตัวที่เหลือซึ่งเขาคิดถูกและราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น 5-10 เด้ง กำไรจากหุ้นส่วนนี้ก็มากพอที่จะชดเชยสิ่งที่เขาคิดผิดได้ทั้งหมด การคิดถูกมากกว่าคิดผิดจึงไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น


เหมือนกับคำพูดที่จอร์จ โซรอส เคยกล่าวไว้ "มันไม่สำคัญว่าคิดผิดหรือถูก ที่สำคัญคือ เราได้เงินเท่าไหร่ตอนคิดถูก และเสียเงินเท่าไหร่ตอนคิดผิด"


มาร์ค ดักลาส
กับความกลัว 4 ประการของเทรดเดอร์

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

4 Trading Fears and How to Overcome Them : https://www.moneyshow.com/articles/tradingidea-27125/

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง