KCE กับวิกฤตค่าเงินบาท กำไรร่วงจริงหรือแค่ภาพหลอกตา

Last updated: Feb 15, 2019  |  1673 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


 KCE  หรือบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในอดีตนั้นหุ้น KCE สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล หากย้อนไปไกลถึงตั้งแต่ปี 2551 ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปถึง 120 เท่าในช่วงต้นปี 2560 (จาก 0.50 บาทกลายเป็น 60 บาท) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลของราคาหุ้น ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาเหลือราวๆ 30 บาท เนื่องจากผลประกอบการที่ชะลอตัว


และเมื่อวานนี้ (บทความนี้เขียนเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2562) ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 10% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุมาจากผลกำไรทั้งรายไตรมาสและรายปีที่หล่นฮวบ กำไรในรอบปี 2561 เทียบกับปี 2560 ลดลงจาก 2.5 พันล้านมาเหลือเพียง 2 พันล้าน และกำไรในไตรมาส 4/61 เมื่อเทียบกับ 3/61 ก็ลดลงจาก 560 ล้านบาท มาอยู่ที่ 380 ล้านบาท


กราฟราคาหุ้น KCE รายวัน


สื่อต่างพากันบอกว่ามันเป็นเพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเลยทำให้กำไรลด แต่จริงๆ แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับ KCE กันแน่ กำไรที่ลดลงเป็นเพราะค่าเงินบาทอย่างเดียวจริงๆ หรือ ?




เงินบาทแข็งค่า


หากวิเคราะห์ผลกำไรรายปีเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สหรัฐ ผลกำไรของ KCE จะลดลงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บริษัทมีรายได้ส่วนใหญ่ในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2561 เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นพอสมควรเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ รายได้ที่เป็นเงินบาทจึงลดลงไปด้วย เมื่อรายได้ลด แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังคงเดิม (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำไป) ที่สุดแล้วผลกำไรสุทธิจึงลดลง




เป็นช่วง low season


เหตุผลอีกข้อที่ทำให้ผลประกอบการของ KCE ชะลอตัวลงคือเรื่องของจังหวะเวลา จากคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการได้ระบุไว้ว่า ในทุกๆ ไตรมาส 4 ของปีจะเป็นช่วง low season ของธุรกิจ ทำให้รายได้ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงอื่นของปี ซึ่งก็เป็นความจริงอย่างที่ฝ่ายจัดการได้แจ้งไว้ หากเราไปดูผลประกอบการย้อนหลังสัก 2-3 ปี ทุกๆ ไตรมาสที่ 4 รายได้ของบริษัทจะเท่าเดิมหรือไม่ก็ลดลง (เป็น cycical stock แบบกลายๆ ก็ว่าได้) จึงมีความเป็นไปได้ว่าราคาหุ้น KCE จะได้รับผลกระทบเรื่องนี้ด้วย




สาเหตุหลัก


แต่เรื่องสุดท้ายที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงนักคือเรื่องของ "ยอดขาย" จริงอยู่ที่ว่าการแข็งค่าของเงินบาททำให้ยอดขายลดลง แต่ถ้าไปดูในคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (เอกสารนี้มีประโยชน์มากๆ สำหรับนักลงทุน) จะเห็นว่า ผลประกอบการรอบไตรมาส 4/61 เทียบกับไตรมาส 3/61 บริษัทขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงแค่ 6 ล้านบาทเท่านั้นเอง (หากรวมทุกสกุลเงิน จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 16 ล้านบาท)


ยอดขายของบริษัทในหน่วยสกุลเงินต่างๆ


ดูยังไงมันก็ไม่น่าส่งผลต่อกำไรของ KCE ขนาดนั้น ดังนั้นผลกำไรที่ลดลงกว่า 180 ล้านบาท มันมีสาเหตุจากการขายของได้น้อยลงนั่นเอง หากดูที่รายได้ในรูปตัวเงินดอลลาร์สหรัฐ ไตรมาส 4/61 มีรายได้ 76 ล้านเหรียญ ไตรมาส 3/61 มีรายได้ 85 ล้านเหรียญ แปลว่า KCE ขายของได้น้อยลงกว่าเดิม 300 ล้านบาท


การที่ราคาหุ้นปรับลดลงมา 10% ในวันเดียวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แม้แต่ตอนผลประกอบการรอบไตรมาส 3/61 ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากไตรมาส 2/61 เท่าใดนัก (ไม่ดีไม่แย่) หุ้น KCE ก็ยังร่วงไป 13% ดูเหมือนว่านักลงทุนจะคาดหวังกับการเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้ไม่น้อยเลย


โดยสรุปแล้ว วิกฤตค่าเงินบาทที่แข็งค่าราวกับหิน รวมถึง low season อาจเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ที่ส่งผลต่อรายได้และกำไรสุทธิของบริษัท แต่ที่จริงแล้ว สาเหตุหลักมันอาจมาจากเรื่องง่ายๆ อย่างการขายของไม่ได้ จนทำให้รายได้ในไตรมาสนี้ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมปี 54


ในฐานะนักลงทุน หากเราติดตามข้อมูลข่าวสารแบบผ่านๆ และวิเคราะห์เพียงแค่ว่า ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทคือสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยไม่ได้สนใจความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวกิจการเลย เราก็อาจเข้าใจผิดจนนำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาดได้ไม่ยาก

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

สั่คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ 4/61 : https://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=15499259282531&language=th&country=TH

งบการเงิน KCE : https://www.finnomena.com/stock/kce