กองทุนรวม เจ้ามือตลาดหุ้นที่แท้จริง

Last updated: Mar 28, 2019  |  1126 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


เจ้ามือตลาดหุ้น คำๆ นี้ดูให้ความหมายในเชืงลบมากกว่าเชิงบวก เราอาจนึกถึงคนหรือกลุ่มที่คอยควบคุมราคา คอยสร้างข่าวต่างๆ จนทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวตามต้องการ โดยไม่สนว่านักลงทุนรายย่อยจะเสียประโยชน์แค่ไหน หุ้นหลายๆ ตัวสามารถขึ้นไปได้หลายเท่าในเวลาไม่ถึงปี ก็อาจเป็นเพราะสิ่งที่เราเรียกว่าเจ้ามือตลาด


แต่เจ้ามือที่เรากำลังมาคุยกันในวันนี้ ไม่ได้สร้างข่าว สร้าง story หรือควบคุมราคาให้ไปในทางที่ต้องการ แต่เขาคือคนที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยทั้งประเทศปรับตัวขึ้นลงตามการเคลื่อนไหวของเขา เจ้ามือที่ว่าไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือกองทุนรวม




ไม่ใช่ต่างชาติ
หรอกหรือ


เราอาจเคยรับข้อมูลข่าวสารมาบ่อยครั้ง ว่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญต่อชะตากรรมของ SET index ช่วงใดที่ต่างชาติซื้อสุทธิมากๆ ตลาดหุ้นก็ขึ้น ช่วงไหนเทขายมากๆ ตลาดหุ้นก็ลง อย่างในช่วงปี 2008 นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยราวๆ 4 แสนล้านบาท (เนื่องจากเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ดัชนีหุ้นไทยก็ร่วงลงไปกว่า 50% จึงดูเหมือนว่าต่างชาติมีอิทธิพลกับตลาดหุ้นไม่น้อย


กราฟเทียบระหว่างยอดซื้อสุทธิของต่างชาติ ของสถาบันในประเทศ เทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ปี 2005)


เรื่องแปลกเริ่มเกิดขึ้นนับจากปี 2013 นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ แต่หุ้นไทยก็ไม่ได้ร่วงตามแรงขายที่เกิดขึ้น ซ้ำยังเป็นบวกด้วยซ้ำไป เนื่องจากเม็ดเงินจากสถาบัน (กองทุนรวม) มีขนาดที่ใหญ่ไม่แพ้เงินลงทุนจากต่างประเทศเลย อีกทั้งค่าความสัมพันธ์ (correlation) ยังสูงขึ้นเป็น 0.93 นั่นแปลว่าแรงซื้อขายของกองทุนรวมมีผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลการศึกษานี้ ปรากฎอยู่ในหนังสือ "สรรค์สร้างกลยุทธ์การลงทุน ด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ" ของตลาดหลักทรัพย์




กองทุน
ทำให้หุ้นขึ้นแรงได้


พลังแห่งเงินกองทุนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนไปช่วงก่อนปี 2000 ตลาดหุ้นสหรัฐก็มีทิศทางเป็นขาขึ้นมาตลอดหลายปี ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งก็มาจากกองทุนรวมด้วย เพราะในยุคนั้น ประชาชนเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นผ่านการซื้อกองทุนรวม จนมีคนกว่า 1 ใน 3 ของประเทศเลยทีเดียวที่มีบัญชีซื้อขายกองทุน เนื่องจากคนเหล่านั้นต้องการวางแผนการเกษียณอายุ การซื้อกองทุนหุ้นเก็บเอาไว้แล้วไม่ขายจึงเป็นสิ่งที่นิยม เพราะมันเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว  บทความที่เกี่ยวข้อง 


สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันเรามีบัญชีซื้อขายกองทุนรวมราวๆ 10 ล้านบัญชี นับว่าสูงประมาณหนึ่ง แต่ก็ยังมีโอกาสอีกมากที่คนจะมาซื้อกองทุนรวมเพิ่ม และเม็ดเงินก้อนใหม่นี้ก็สามารถผลักดันให้ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นสูงไปอีกได้ เพราะมันเป็นเทรนด์ของโลกได้อีกหลายปี ไม่ว่าใครก็ต้องวางแผนการเงินและเก็บออมเงินไว้ในกองทุน




Fund flow
ต้องดูสองอย่าง

 

  สั่งซื้อหนังสือ  


ดังนั้นแล้ว การวิเคราะห์เม็ดเงินลงทุนของผู้เล่นในตลาด จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์จากทั้งสองส่วน คือเม็ดเงินต่างชาติ และเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ เพื่อช่วยให้เรากำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้ดีขึ้น ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน แล้วซื้อหุ้นตอนที่ต่างชาติและกองทุนกำลังขายหุ้นกันอย่างหนัก เราอาจได้ราคาหุ้นที่ถูก แต่พรุ่งนี้ก็ยังถูกกว่าได้ เพราะกระแสเงินลงทุนของรายใหญ่ในตลาดยังขายไม่หมด โดยเฉพาะนักลงทุนสายเทคนิคอล เราอาจเห็นว่าหุ้นมีสัญญาณซื้อเกิดขึ้น แต่ถ้าขาดแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินของนักลงทุนในตลาด หุ้นที่ว่าดูสวยๆ ก็ร่วงได้เช่นกัน


Fund flow จากทั้งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ จะเป็นเหมือนแรงส่งที่ทำให้หุ้นทุกตัวสามารถขึ้นไปได้ไกลกว่าเดิม เพราะต้องไม่ลืมว่า ต่อให้เป็นหุ้นพื้นฐานดีหรือไม่ดี กราฟสวยหรือไม่สวย สุดท้ายการเคลื่อนไหวของราคาก็อิงกับตลาดหุ้นแทบจะทุกครั้ง ยิ่งถ้าเป็นหุ้นตัวใหญ่ เราก็จะยิ่งเห็นความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับตลาดได้ชัดเจน


ในตอนนี้ เจ้ามือตลาดจึงไม่ได้มีแต่ต่างชาติอีกต่อไป การทำความเข้าใจผู้เล่นรายอืาน รวมถึงการรู้เขารู้เรา ก็ทำให้โอกาสชนะในการลงทุนเพิ่มขึ้นได้

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

สั่งซื้อหนังสือ สรรค์สร้างกลยุทธ์การลงทุน ด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ : www.investing.in.th/product/67140/สรรค์สร้างกลยุทธ์การลงทุน-ด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ