Staggered Stop-Loss ตัดขาดทุนสไตล์มิเนอร์วินี

Last updated: Feb 18, 2019  |  949 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


มาร์ค มิเนอร์วินี เป็นเทรดเดอร์ที่ขลุกอยู่ในตลาดหุ้นมาเป็นระยะเวลานับทศวรรษ เรื่องผลตอบแทนของเขาที่สูงกว่า 100% จนเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งทีบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขาคือเทรดเดอร์ตัวจริง นอกจากชื่อเสียงด้านการทำเงินแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บัญญัติการเทรดแบบ SEPA ให้เทรดเดอร์ได้เจริญรอยตามทั่วโลก  บทความที่เกี่ยวข้อง 


ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าระยะเวลา 30 ปีในอาชีพเทรดเดอร์ของเขา จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนอยู่บ้าง แต่ที่เราไม่ค่อยได้ยินบ่อยเท่าใดนักคือเรื่องของการ stop loss เพราะมันไม่น่ามีอะไรมากไปกว่าการขายเมื่อราคาร่วงถึงจุดที่กำหนด แต่คุณมิเนอร์วินีไม่ใช่คนประเภทที่หยุดเรียนรู้อะไรง่ายๆ แม้แต่จุดตัดขาดทุนก็ยังต้องพัฒนาให้มันดีขึ้นกว่าเดิม


ซึ่งเขาเรียกมันว่า Staggered Stop-Loss




ข้อเสียของ
วิธีเดิม


Stop loss แบบเดิมๆ ที่เราเคยเทรด มันอาจเป็นการกำหนดเปอร์เซ็นต์ตายตัว กำหนดตามอินดิเคเตอร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจกำหนดว่าราคาห้ามร่วงเกิน 5% จากจุดที่เข้าซื้อ ถ้าเกินกว่านั้นก็ต้องขายออก หรือกำหนดให้ตัดขาดทุนเมื่อราคาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 15 วัน ถ้าต่ำกว่านั้นก็ต้องขายออก นี่คือการตัดขาดทุนแบบปกติ


มันมีข้อดีตรงที่ทำได้ง่ายและใครๆ ก็เข้าใจ แต่สมมติมันมีเหตุการณ์ที่หลายๆ คนน่าจะเคยเจอกันแล้ว "คัทแล้วเด้ง" ถ้าเราขายตัดขาดทุนที่ 5% จากนั้นราคากลับเด้งแล้ววิ่งขึ้นต่อไม่หยุด เราจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรล่ะ ? นี่คือข้อเสียของ stop loss แบบเดิมที่ไม่สามารถแก้ได้


หรือจะขยายจุดตัดขาดทุนให้ลึกกว่าเดิม ? ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การขยายจุดตัดขาดทุนก็เท่ากับยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน




แบ่งตัดขาดทุน
สองระดับ


ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ Staggered Stop-Loss ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ แทนที่เทรดเดอร์จะกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ตายตัว เราก็แค่แบ่งจุดดังกล่าวออกเป็นสองระดับ (หรือกี่ระดับก็ได้เท่าที่ต้องการ) จากเดิมเราจะขายหุ้นทั้งหมดเมื่อราคาร่วงไป 5% เราก็ประยุกต์เพิ่มอีกเล็กน้อย โดยการแบ่งหุ้นที่มีออกเป็นสองส่วน


ส่วนแรก เราอาจขายเมื่อหุ้นลงมา 4% ส่วนที่สอง เราอาจขายเมื่อหุ้นลงมา 6% ซึ่งทั้งสองส่วนนั้น เทรดเดอร์จะแบ่งสัดส่วนเท่าๆ กันก็ได้ หรือแบ่งเป็นกี่ส่วนก็ได้ตามความเหมาะสม


การที่เราแบ่งจุดตัดขาดทุนออกเป็นหลายระดับ ประโยชน์ก็คือ ถ้าราคาหุ้นลงมาไม่ลึกนัก เราจะมีจำนวนหุ้นอยู่ในพอร์ตตามปกติ แต่ถ้าราคาหุ้นลงมาลึกจนถึงจุด stop loss ที่ 1 เราก็จะเสียหุ้นไปเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น เรายังเหลือหุ้นอีกก้อนที่กำหนด stop loss ที่ 2 ซึ่งลึกกว่าเอาไว้




การประยุกต์ใช้งาน



กราฟราคาหุ้น  EA  รายวัน (บทความนี้เขียนเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2562) สมมติว่าจุดที่เราเข้าซื้อคือ 48 บาท และกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 46 บาท (เส้นสีฟ้า) หากเป็นการตัดขาดทุนแบบดั้งเดิม เทรดเดอร์อาจขายหุ้นทั้งหมดเมื่อราคาลงมาแตะที่ 46 บาท ก่อนจะเด้งกลับในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นการกำหนด stop loss สองจุด เราอาจขายหุ้นไปที่ 46 บาท แต่ก็ยังมีหุ้นอีกส่วนที่ stop loss คือราคา 44.25 บาท (เส้นสีชมพู) อยู่ในพอร์ตของเรา แม้จะขายหมูไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังมีกำไรจากหุ้นส่วนที่เหลือ



หรือเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอีกหน่อย กราฟด้านบนคือนราคาหุ้น  SAWAD  รายวัน จุดที่เราเขาซื้อคือราคาประมาณ 47.75 บาท เราจะเลือกแบ่ง stop loss ออกเป็นสามจุดก็ยังได้ (เส้นสีฟ้า สีชมพู และสีเขียว) ด้วยตลาดที่ผันผวนแบบนี้ ราคาจึงร่วงลงไปชน stop loss จุดแรก และทำให้เราต้องขายหุ้นออกไปบางส่วน แต่สุดท้ายราคาก็ดีดกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ และเราก็ยังมีกำไรเพราะมีหุ้นเหลืออยู่ในพอร์ตอีกสองส่วน




แบ่งกี่จุด


แล้วเราควรจะแบ่งจุดตัดขาดทุนออกเป็นกี่จุดดีล่ะ ? ทั้งนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าและการเคลือนไหวของราคาของสิ่งที่เราเข้าเทรด บางทีสภาพตลาดก็อาจจะมีผลด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เราชื่นชอบการเทรดในหุ้นขนาดเล็กที่ต้องเข้าออกไว ราคาผันผวนสูง ก็อาจเลือกกำหนดจุดตัดขาดทุนเพียง 2 จุดก็พอ เพราะหุ้นพวกนี้ถ้าจบรอบแล้วก็ร่วงเลย และอาจกำหนดให้จุดตัดขาดทุนลึกกว่าปกติ


ในเรื่องของสภาพตลาด เราอาจใช้เพื่อกำหนดสัดส่วนในการแบ่งจุดตัดขาดทุนได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าแบ่ง stop loss ออกเป็นสองจุด แทนที่จะแบ่งขายรอบละ 50:50 แต่เราเปลี่ยนใหม่เป็นว่า ถ้าตลาดหุ้นกำลังคึกคัก อาจกำหนดสัดส่วนเป็น 30:70 ก็ได้ (ขายตัดขาดทุนแรก 30% ของพอร์ต เก็บที่เหลืออีก 70% ไว้เพราะตลาดน่าจะกลับมา) หรือถ้าตลาดแย่ ก็อาจกำหนดสัดส่วนเป็น 70:30




คำแนะนำเพิ่มเติม


ไม่ว่าจะเป็น stop loss แบบปกติหรือแบบ Staggered Stop-Loss ความเห็นส่วนตัวของคุณมิเนอร์วินีก็คือ มันไม่ควรลึกเกิน 10% เพราะถ้ากำหนดลึกกว่านั้น เป็นไปได้ว่าเราอาจมีปัญหากับการเลือกหุ้นให้ถูกตัว (รวมถึงเรื่อง timing หรือจังหวะเวลา) ซึ่งมันก็มีมูลความจริงไม่น้อย เพราะหุ้นที่ดีไม่ควรจะลงลึกเกิน 10% อย่างที่เขาแนะนำ ถ้ามันลงไปลึกขนาดนั้น มันก็คงไม่ใช่หุ้นที่จะขึ้นไปได้อย่างแข็งแกร่งสักเท่าไหร่


Staggered Stop-Loss
ตัดขาดทุนสไตล์มิเนอร์วินี

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

สั่งซื้อหนังสือ โมเมนตัม มาสเตอร์ รวมบทสัมภาษณ์ของ Mark Minervini : www.investing.in.th/product/48977/โมเมนตัม-มาสเตอร์

บทความนี้สรุปจากหนังสือ Think & Trade Like a Champion