หาจังหวะขายหุ้น BEAUTY ในมุมมองปีเตอร์ ลินซ์

Last updated: Feb 27, 2019  |  1487 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


ปีเตอร์ ลินซ์ อดีตผู้จัดการกองทุนที่ทำผลงานได้กว่า 29% ต่อปี ผู้ที่ร่ำรวยจากหุ้นเติบโตที่มีราคาขึ้นไปสิบเด้งหรือกระทั่งร้อยเด้ง และหาก BEAUTY มีการซื้อขายในยุคของคุณลินซ์ เขาคงไม่พลาดที่จะซื้อหุ้นตัวนี้เข้ากองทุนแน่ๆ


เพราะ  BEAUTY  ก็เป็นหนึ่งในหุ้นเติบโต


หุ้นเติบโต (growth stock) นิยามอย่างง่ายของมันก็คือหุ้นที่มีรายได้และผลกำไรเติบโตสูง พร้อมกับราคาหุ้นที่อาจจะขึ้นไป 5-10 เท่า นักลงทุนไทยเริ่มรู้จักหุ้นเติบโตจากหนังสือ "เหนือกว่าวอลสตรีท" ซึ่งปีเตอร์ ลินซ์ เป็นผู้เขียน และดูเหมือนว่าหุ้น BEAUTY ซึ่งทำธุรกิจขายเครื่องสำอาง ก็มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ของหุ้นเติบโตเต็มๆ กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในเวลาเพียงหกปี พร้อมกับราคาหุ้นที่ขึ้นไปถึง 20 เท่า


กราฟราคาหุ้น BEAUTY รายสัปดาห์ ตั้งแต่ปี 2012 ถึงปี 2017 ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า


แต่นั่นมันแค่อดีต เพราะตอนนี้ราคาหุ้น BEAUTY ลงมาแล้วเกือบ 70% จากจุดสูงสุดที่ประมาณ 24 บาท ในหนังสือเหนือกว่าวอลสตรีท อาจมีคนเขียนบทความมากมายเกี่ยวกับการหาหุ้นสิบเด้ง แต่มีน้อยมากที่พูดถึงการขายในจุดที่ราคาขึ้นไปสิบเด้ง และวันนี้เราจะมาพูดถึงจังหวะ "ขาย" ของหุ้นเติบโตที่เหมาะสมกัน




ลูกค้าเริ่มเบื่อ


สัญญาณอันตรายอย่างแรกของทุกกิจการก่อนจะเข้าสู่ขาลงก็คือ "ลูกค้า" ที่เริ่มหมดความสนใจในผลิตภัณฑ์ของบริษัท คุณลินซ์ได้ยกตัวอย่างหุ้น The Gap  GPS  ในปี 1987 เสื้อผ้ายี่ห้อ Gap อาจเคยได้รับความนิยม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่สินค้าตามเทรนด์ไม่ทัน (เขาเล่าว่ายุคนั้นคนกำลังนิยมกางเกงยีนส์สีฟอก ซึ่ง Gap ไม่ได้ทำ) ลูกค้าที่หายไปก็อาจทำให้หุ้นเติบโตต้องสะดุด ก่อนหน้านี้หุ้น GPS เคยวิ่งสิบเท่าตั้งแต่ปี 1985-1987 ก่อนที่ราคาจะร่วงลงประมาณ 80%


กราฟราคาหุ้น GPS รายเดือน


ในกรณีของ BEAUTY เราลองนึกถึงช่วงแรกที่บริษัทกำลังเติบโต หน้าร้านของ BEAUTY อาจมีคนเข้าซื้อของมากมาย แต่ธุรกิจเครื่องสำอางมีคู่แข่งที่เข้ามาได้ไม่ยากเย็นนัก ลูกค้าที่ลดลงของบริษัทอาจเป็นสัญญาณเตือนการจบรอบของหุ้น




PE สูงลิ่ว


อย่างที่สองคือค่า PE ที่สูงมาก ในช่วงปี 1970 มีหุ้นที่ทำธุรกิจเครื่องสำอางชื่อ Avon  AVP  เคยเป็นหุ้นเติบโตที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 100 เท่านับตั้งแต่ปี 1955-1973 แต่ด้วย PE ในระดับ 50 เท่า จะต้องมีผู้หญิงชาวอเมริกัน 1 คนจาก 2 คนที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัท ซึ่งคุณลินซ์มองว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ร่วงลงมาเกือบ 90%


กราฟราคาหุ้น AVP รายเดือน ในรูปนี้กราฟราคาจะย้อนได้ไกลสุดถึงประมาณปี 1968 ผู้อ่านสามารถดูกราฟราคาแบบเต็มได้จากหนังสือเหนือกว่าวอลสตรีท


แล้วหุ้น BEAUTY ล่ะ ? ในช่วงที่หุ้นซื้อขายกันประมาณ 22-24 บาท ค่า PE ก็แตะระดับที่สูงถึง 70 เท่า คำถามคือ ร้านค้าที่ลูกค้าเข้าซื้อของน้อยลง จะสามารถชดเชย PE ที่สูงขนาดนี้ได้หรือไม่ ซึ่งตลาดก็เฉลยแล้วว่ามันเป็นไปได้ยาก ราคาหุ้นจึงปรับตัวลงมาเหลือ 7 บาทในทุกวันนี้




สัญญาณเตือนอื่น


นอกจากนี้คุณลินซ์ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก 4-5 ข้อที่บ่งบอกว่าควรจะขายหุ้นเติบโตได้แล้ว


  สั่งซื้อหนังสือ  


1) ยอดขายจากร้านเดิม (same store sales) ลดลง 3% แต่ตัวเลขนี้อาจดู fix แบบตายตัวเกินไป หากนักลงทุนจะนำมาใช้ก็ควรปรับให้เหมาะสมมากขึ้น เพราะค่า 3% อาจไม่ได้เหมาะกับหุ้นทุกตัวหรือธุรกิจทุกประเภท


2) ยอดขายร้านเปิดใหม่น่าผิดหวัง


3) ผู้บริหารสูงสุด 1-2 คน และพนักงานสำคัญไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง


4) บริษัทออกโรดโชว์เพื่อบรรยายถึงอนาคตอันสดใสของบริษัท


5) หุ้นซื้อขายกันที่ PE มากกว่า 30 เท่า และมีนักวิเคราะห์ประมาณการณ์ว่ากำไรจะเติบโต 15-20% ซึ่งในช่วงที่หุ้น BEAUTY ขึ้นไปจุดสูงสุด ก็มีบทวิเคราะห์บางแห่งให้ความเห็นลักษณะนี้


6) มีนักลงทุนสถาบันเข้าถือค่อนข้างมาก หุ้น BEAUTY ก็มีกองทุนเข้าไปถือ 4-5% ในช่วงที่ราคาอยู่จุดสูงสุด


7) แมกกาซีนชื่อดังแสดงความชื่นชมผู้บริหารบริษัท เราน่าจะยังจำกันได้ในช่วงที่คุณหมอสุวินดังไม่แพ้ละครบุพเพสันนิวาสเลย ซึ่งก็ตรงกับช่วงที่ราคาอยู่จุดสูงสุดพอดี


และทั้งหมดนี้คือการหาจังหวะขายหุ้น BEAUTY ในมุมมองปีเตอร์ ลินซ์

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

สั่งซื้อหนังสือ เหนือกว่าวอลสตรีท : www.investing.in.th/product/27114/เหนือกว่าวอลสตรีท