พลาดหุ้นเด้งเพราะ Pessimism Bias

Last updated: Feb 28, 2019  |  616 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset


เราอาจได้ยินมาบ่อยแล้วว่าการ "มองโลกในแง่ดี" แบบไม่ลืมหูลืมตานั้นส่งผลเสียอย่างไร แต่มาวันนี้ เราจะมาพูดคุยถึงผลเสียจากการ "มองโลกในแง่ร้าย" กันบ้าง


อาจฟังดูย้อนแย้ง การมองโลกในแง่ร้ายเหมือนจะมีข้อดีตรงที่ไม่น่าจะโดนคนอื่นหลอก แต่ในทางกลับกัน ถ้าการมองแบบนี้มันอยู่บนพื้นฐานของอคติหรือความไม่รู้ เรามองในแง่ร้ายเพียงเพราะคนที่บอกข้อมูลเรานั้นไม่เก่ง หรือมองในแง่ร้ายเพราะเรามีอคติกับบุคคลนั้น มันย่อมส่งผลเสียไม่ต่างอะไรกับการมองโลกในแง่ดีแบบไม่คิด สิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น Pessimism Bias มองคนอื่นหรือเรื่องราวอื่นๆ ในแง่ร้ายเสียหมด


และนี่คือกรณีที่เกิดขึ้นกับ "ผู้อ่าน" ของเว็บไซต์เรา ที่ได้ส่งข้อความมาเป็นการส่วนตัวเพื่อบอกเล่าถึงประสบการณ์ตรงในเรื่องของ Pessimism Bias กับหุ้นตัวหนึ่งที่มีราคาขึ้นไปถึง 10 เท่าในปีเดียว




ซื้อตัวนี้สิ


ถ้ายังจำกันได้ จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่หุ้นหลายๆ ตัวในตลาดวิ่งขึ้นกันได้นับ 100% และหุ้นเจ้าปัญหาตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในหุ้นเด้งหลายสิบตัวที่ขึ้นในช่วงนั้น อันที่จริง ราคามันขึ้นมาแล้วราวๆ 5 เท่านับจากจุดต่ำสุด ก่อนจะย่อตัวลงมาเกือบ 20% และหลายๆ คนก็มองว่ามันน่าจะจบรอบแล้ว


กราฟราคาหุ้นตัวดังกล่าวในวันที่มีคนแนะนำให้ผู้อ่านท่านนี้เข้าซื้อ


ผู้อ่านท่านนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่มองว่ามันจะจบรอบแล้ว แต่อยู่มาวันหนึ่ง มี "เจ้าหน้าที่" ที่รู้จักกับผู้อ่านคนดังกล่าวและทำงานเกี่ยวข้องกับตลาดทุนพอประมาณ มาบอกข้อมูลลับว่า "หุ้นตัวนี้จะขึ้นไปถึง X บาท เชื่อผม" ซึ่งหากวัดจากราคาหุ้น ณ ตอนนั้น จะคิดเป็นส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นไปอีกเกือบ 100%


"คติของผมคือมองโลกแง่ร้ายไว้ก่อน แล้วยิ่งมาบอกหุ้นรายตัวว่ามันจะขึ้นเท่านั้นเท่านี้ ผมว่ามันแปลกๆ ไป ผมเลยไม่เชื่อ" นี่คือคำบอกเล่าของผู้อ่านที่ถ่ายทอดให้เราฟังถึงความคิดของเขา ซึ่งแน่นอนว่า เขาก็ไม่ได้ซื้อหุ้นตามคำแนะนำที่ได้รับ


และผ่านไปจากนั้นไม่ถึงครึ่งปี ราคาหุ้นก็วิ่งไปเกือบ 100% อย่างที่เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกไว้จริงๆ




ทำไมมองแง่ร้าย


"ผมคิดว่าการมองโลกในแง่ร้ายมันก็มีข้อดีอยู่นะครับ เพียงแต่ว่า ถ้าเราคิดว่ามันมีแต่ข้อเสียไม่ได้หาข้อมูลต่อ มันก็พลาดโอกาสได้เหมือนกับหุ้นตัวที่ผมพลาดไป


กราฟราคาหุ้นตัวเดิม เส้นสีขาวคือจุดที่มีคนแนะนำให้ผู้อ่านท่านนี้เข้าซื้อ จะเห็นว่าหลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็ปรับขึ้นไปราวๆ 100%


ผมลองคิดเล่นๆ นะครับ สมมติเรารู้จักกับดร.นิเวศน์ในสมัยที่ท่านซื้อหุ้น CPALL ใหม่ๆ แล้วท่านบอกว่าเนี่ย หุ้นตัวนี้ดีนะ ซื้อสิ เรามีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อหรือมองว่ามันไม่ดี และมันก็ควรเป็นแบบนั้นด้วย แต่สิ่งที่ควรทำต่อก็คือการหาข้อมูลเพิ่ม เพื่อพิสูจน์ว่าคำบอกเล่าของคนอื่นมันจริงไหม ถ้าจริงก็ค่อยซื้อ


แต่ตอนนั้นผมไม่ทันคิด เป็นความผิดพลาดเพราะไม่รู้ด้วย ขี้เกียจด้วย และอคติด้วยเช่นกัน ถ้าไปวิเคราะห์จริงๆ สัญญาณทางเทคนิคมันก็บอกว่าไปต่อได้นะ แต่สุดท้ายก็พลาดกำไร 100% ไปแบบน่าเสียดาย"




เชื่อไม่เชื่อ
อย่างมีสติ


ต้องขอขอบคุณผู้อ่านคนดังกล่าวอีกครั้งที่แบ่งปันความผิดพลาดให้กับนักลงทุนท่านอื่น เชื่อได้เลยว่ามีนักลงทุนอีกไม่น้อยเหมือนกันที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย แต่อย่างที่เขาว่าไว้ การมองหาแต่ข้อเสียโดยไม่ตรวจสอบต่อไม่ใช่สิ่งที่ดี สิ่งที่นักลงทุนควรทำจริงๆ คือการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ


เราอาจได้ยินคนรอบตัว (หรือสื่อต่างๆ) เชียร์หุ้นมากมายและเผลอคิดไปกว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นขยะ หรือกลับกัน เราอาจเชื่อในทุกข้อมูลที่คนอื่นบอก โดยไม่สนว่ามันเป็นขยะหรือไม่ แต่เราควรตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ด้วยตัวเองเพิ่มเติมด้วย พื้นฐานหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างไร กราฟเป็นขาขึ้นจริงไหม กำไรของธุรกิจจะโตได้เท่าไหร่ ฯลฯ


อย่างน้อยการตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างก่อนที่จะเชื่อ เมื่อถึงคราวลงทุน ความสำเร็จและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมันก็มาจากสติ ไม่ได้มาจากการขาดวิจารณญาณและความไร้เหตุผลของตัวเราเอง

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน