AIRBUS และความเสี่ยงของการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่

Last updated: Mar 1, 2019  |  641 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


ธุรกิจสายการบิน นับวันราคาบัตรโดยสารจะยิ่งถูกลงเป็นว่าเล่น สวนทางกับต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นไม่หยุด ไหนจะค่าเชื้อเพลิง ค่าพนักงาน ค่าเครื่องบิน ค่าบำรุงรักษา ค่าธรรมเนียมสนามบิน และอื่นๆ อีกเต็มไปหมด ก็ไม่แปลกถ้าบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการบินมักจะต้องเจอกับการ "ขาดทุน" หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ อย่างเช่นการบินไทย  THAI  สายการบินแห่งชาติอันภาคภูมิใจของเรา


แต่ยิ่งแข่งกันดุเท่าไหร่ นั่นแปลว่าแต่ละสายการบินจำเป็นต้องงัดกลยุทธ์ออกมาสู้กันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง "ฝูงบิน" ที่ต้องมีประสิทธิภาพ อาจจะหาเครื่องบินลำใหม่กว่าหรือประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ลองทายดูสิครับว่าใครได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรม red ocean เช่นนี้ . . . ผู้ผลิตเครื่องบินนั่นเอง


ปัจจุบันมีผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ในโลกอยู่สองบริษัท นั่นคือ Boeing สัญชาติอเมริกัน และ Airbus สัญชาติฝรั่งเศส ทั้งสองบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าใดนักในช่วงแรกๆ แต่จุดเปลี่ยนเริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี 1950 เมื่อ Boeing ได้ผลิตเครื่องบินรุ่น 747 เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ความพิเศษของรุ่นนี้คือบรรจุผู้โดยสารได้มากขึ้นกว่าเดิม (มีบางส่วนของเครื่องที่มีชั้นสองด้วย) จน Boeing 747 ได้ทำให้บริษัทมีความโดดเด่นมากขึ้นหากเทียบกับ Airbus


หลังจากนั้นอีกหลายสิบปีให้หลัง Airbus ได้เปิดตัวเครื่องบินที่ใหญ่สร้างประวัติศาสตร์ในวงการการบินเลยก็ว่าได้ นั่นคือรุ่น A380




ยิ่งใหญ่ยิ่งดี


เปรียบเทียบเครื่องบิน Airbus A380 (ด้านบน) และเครื่องบิน Boeing 747 (ด้านล่าง)


จุดเด่นของ A380 คือบรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 600 คน และเป็นเครื่องบินที่มีชั้นโดยสารสองชั้นตลอดทั้งลำ (Boeing 747 มีช่วงที่เป็นชั้นสองแค่ตอนหน้าของเครื่อง) ที่ Airbus เลือกพัฒนาเครื่องบินขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้ เนื่องจากฝ่ายบริหารเชื่อว่าคนจะเดินทางด้วยระยะทางที่ไกลขึ้น และสายการบินต่างๆ น่าจะต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ใช้บรรจุคนได้มากขึ้นและเดินทางได้ไกลขึ้น จึงเป็นที่มาของเครื่องบินไซส์ยักษ์ A380


ซึ่งถือว่าคิดถูก Airbus A380 เริ่มส่งมอบให้กับสายการบินต่างๆ ในปี 2008 แต่ก็มีลูกค้าสั่งจองเข้ามาตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2008 แล้วเกือบ 200 ลำ หากอ้างอิงจากเว็บไซต์ของ Airbus ราคาค่าตัวของเจ้า A380 นั้นอยู่ที่ลำละประมาณ 437 ล้านเหรียญ นั่นแปลว่า บริษัทมีรายได้ที่คาดการณ์ในอนาคตแล้วกว่า 87,400 ล้านเหรียญจากเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ ดูยังไงก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง




ลูกค้ารายใหญ่


จากข้อมูลล่าสุดในปี 2019 เครื่องบิน Airbus A380 มีคำสั่งซื้อที่ยืนยันแล้วทั้งสิ้น 313 ลำ แต่ถ้าไปลงลึกเป็นรายสายการบินจริงๆ จะพบว่ายอดสั่งซื้อราวๆ 50% ของเครื่องบินทั้งหมดมาจากสายการบินเดียว นั่นคือสายการบิน Emirates ที่มีการสั่งจองเครื่องบินรุ่นนี้ไปถึง 162 ลำ (ส่งมอบแล้ว 109 ลำ) ดูเหมือนว่าสายการบินของเศรษฐีน้ำมันจะชอบอะไรใหญ่ๆ แบบนี้ แต่มันก็มาพร้อมความเสี่ยง เพราะถ้าวันนึง Emirates ไม่ซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ รายได้ของ Airbus ก็มีสิทธิ์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง


ฝูงบินของสายการบิน Emiratess ที่ประกอบด้วยเครื่องบิน Airbus A380 จำนวนมาก


เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ในปี 2013 Emirates ได้สั่งจองเครื่องบิน A380 เป็นจำนวนกว่า 50 ลำ หากสายการบินจ่ายเงินให้กับบริษัทจนครบ รายได้ในอนาคตของ Airbus จะอยู่ที่ประมาณ 22,000 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้ในปี 2013 ของบริษัทอยู่ที่ราว 75,000 ล้านเหรียญ เท่ากับว่า รายได้จากเครื่องบิน Airbus A380 ที่สั่งซื้อโดยสายการบิน Emirates คิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 1/3 ของรายได้ทั้งหมดของ Airbus


(ในความเป็นจริง การจ่ายเงินค่าเครื่องบินจะไม่ได้จ่ายภายในปีเดียวหรือครั้งเดียว แต่จะมีการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ การเทียบสัดส่วนแบบคร่าวๆ นี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าลูกค้าเพียงคนเดียวมีผลต่อ Airbus แค่ไหน)




แล้วฝันร้ายก็มาถึง


ธุรกิจสายการบินเป็นอะไรที่ไม่หยุดนิ่งและคาดเดาได้ยาก เมื่อก่อน Boeing 747 ประสบความสำเร็จในฐานะที่นำเครื่องบินไซส์ยักษ์ (Jumbo Jet) มาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ Airbus A380 ออกขายสู่ตลาด สภาพแวดล้อมต่างๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้ว สายการบินที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ล้วนเป็นแบบ low cost เสียส่วนใหญ่ ที่เน้นเครื่องบินแบบประหยัดน้ำมันมากกว่าจะบรรจุคนให้ได้มากๆ เครื่องบินไซส์ยักษ์ของ Airbus จึงเริ่มเกิดปัญหาที่บริษัทไม่ยากให้เกิด ลูกค้าเริ่มยกเลิกคำสั่งซื้อ


เครื่องบิน Boeing 787 (ลำด้านหน้า) เปรียบเทียบกับ Airbus A380 (ลำด้านหลัง) แม้จะมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่ด้วยราคาที่ถูกและประหยัดน้ำมันกว่า เครื่องบินรุ่นนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง


ในกรณีของ Boeing บริษัทได้เล็งเห็นมานานแล้วว่าเทรนด์ของสายการบินจะเน้นเครื่องบินขนาดเล็กมากขึ้น นับตั้งแต่ปล่อย Boeing 747 บริษัทก็ให้ความสำคัญกับเครื่องบินที่มีขนาดเล็กกว่า แต่ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าและบินได้ไกลกว่าเดิม และเครื่องบินขนาดเล็กของบริษัทก็ขายได้ดีอย่างที่คาด (Boeing 787)


ขณะที่ Airbus A380 เหตุการณ์ยกเลิกคำสั่งซื้อเริ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2018 แม้แต่ Emirates ก็ยังยกเลิกคำสั่งซื้อกว่า 39 ลำ จนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Airbus ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเลิกผลิตเจ้ายักษ์ใหญ่นี้ในปี 2021 เป็นการปิดฉากการพัฒนาเครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก




โชคดีที่มีหลายรุ่น


นับว่ายังดีที่ Airbus ไม่ได้ทุ่มสุดตัวให้กับ A380 แต่บริษัทยังมีเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ให้เลือกอีกมาก โดยเฉพาะรุ่น Airbus A320 ที่มีขนาดเล็กกว่าและได้รับความนิยมจากสายการบินไม่น้อย (อันที่จริงก็เป็นรุ่นที่เกิดมาเพื่อชนกับ Boeing 787 โดยเฉพาะ) หากเราไปดูผลประกอบการย้อนหลังของ Airbus ก็จะพบว่าไม่ได้รับผลกระทบจากยอดสั่งซื้อที่น้อยลงของ A380 มากนัก จะมีนิดหน่อยก็คือผลขาดทุน 463 ล้านยูโร หรือประมาณ 16,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวเนื่องกับการยุติการขายรุ่น A380


โครงสร้างรายได้ของ Airbus จากผลประกอบการรอบปี 2018


นอกจากนั้น รายได้ของ Airbus ไม่ได้มีแต่การขายเครื่องบินในเชิงพาณิชย์ แต่บริษัทยังมีทั้งรายได้จากเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินทางการทหาร หรือกระทั่งโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับอวกาศ ก็ยังเป็นเรื่องที่ดีอยู่บ้างที่อย่างน้อยบริษัทยังมีการกระจายความเสี่ยงในตัวผลิตภัณฑ์




ความเสี่ยง
จากลูกค้ารายเดียว


สำหรับตลาดหุ้นไทย เรามีทั้งบริษัทที่ขายของให้กับลูกค้านับล้านรายและมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงมากๆ แต่ก็มีบางบริษัทที่ขายสินค้าให้กับลูกค้าเพียง 1-2 รายเท่านั้น หากเป็น Airbus บริษัทยังแก้ไขความเสี่ยงนี้ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์และกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น แต่บริษัทบางแห่งในตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้มีโอกาสเหมือน Airbus การขายของให้กับลูกค้าน้อยราย แล้ววันนึงมีเหตุให้โดนยกเลิกการค้าขายต่อกันอีก สิ่งทีเกิดขึ้นอาจเป็นวิกฤตจนทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงเหวชนิดที่ว่าไม่มีใครกล้าซื้อ


กราฟราคาหุ้น Airbus รายสัปดาห์ บริษัทอาจจะประสบปัญหาจากเครื่องบินรุ่น A380 แต่ก็สามารถประคับประคองผลประกอบการให้โตอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งราคาหุ้นก็สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ในฐานะนักลงทุน การดูแต่ตัวเลขของยอดขายและกำไรที่เติบโตขึ้นอาจเป็นการมองที่ผิวเผินไปและมีความเสี่ยง ที่มาของรายได้และกำไรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน มันมาจากสินค้าอะไร ลูกค้ากี่่คนที่ซื้อสินค้าของบริษัท ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานหรือเทคนิคอล เรื่องดังกล่าวก็จำเป็นต้องนำมาคิดเสมอ


วันหนึ่งที่บริษัทประสบปัญหาจากลูกค้าน้อยรายที่ยกเลิกคำสั่งซื้อ กราฟสวยแค่ไหนก็หักหัวลงได้ และเช่นกัน ปันผลหรือกำไรในอดีตที่สวยงามแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่โชคดีเหมือน Airbus

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 

 

  แหล่งอ้างอิง  

Airbus to stop making struggling A380 superjumbo in 2021 after Emirates, Qantas cut back orders : https://mobile.abc.net.au/news/2019-02-14/airbus-to-stop-making-struggling-a380-superjumbo-in-2021/10813366

List of Airbus A380 orders and deliveries : https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_Airbus_A380_orders_and_deliveries

FY2018 Airbus PRESS RELEASE : https://www.airbus.com/content/dam/corporate-topics/financial-and-company-information/FY2018-Airbus-PRESS-RELEASE.pdf

FY2013_Presentation_FINAL : https://www.airbus.com/content/dam/corporate-topics/financial-and-company-information/eads-airbus-group-fy2013-presentation.pdf

AIRBUS AIRCRAFT 2017 AVERAGE LIST PRICES : https://www.airbus.com/content/dam/corporate-topics/publications/backgrounders/Backgrounder-Airbus-Commercial-Aircraf-price-list-EN.pdf

บทวิเคราะห์จุดเริ่มต้นและจุดจบของ Airbus A380 : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10219146142503700&set=gm.655133988239490&type=3&theater