สรุปหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ตอนที่ 1

Last updated: Mar 9, 2019  |  1008 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


เราบริหารความเสี่ยงไปทำไม?


การบริหารความเสี่ยงอาจเป็นเหมือน “น้ำเปล่า” ที่น่าเบื่อหรือจืดชืด แต่ไม่ว่ายังไง ร่างกายก็ต้องการน้ำเปล่า น้ำเปล่าไม่มีทางซาบซ่าเหมือนน้ำอัดลม หรือนุ่มลิ้นเหมือนไวน์ชั้นดี แต่ร่างกายของเราก็ขาดน้ำเปล่าไม่ได้


จะเกิดอะไรขึ้นหากเรากิน “น้ำอื่นๆ เกินพอดี? กินน้ำอัดลมมากไป แรกๆ อาจหวาน นานไปอาจท้องอืด กินน้ำอัดลมทุกมื้อทุกวันในปริมาณที่มากไป น้ำตาลคงพุ่ง กินไวน์มากไป แรกๆ อาจกรึ่มพอใช้ได้ แต่กินไวน์ทุกมื้อทุกวันในปริมาณที่มากไป ตับคงจะแข็งกว่ากระดูก


แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หากเรา “เทรดเกินพอดี โดยไม่ป้องกันความเสี่ยง” แรกๆ อาจสนุก ขาดทุนหนัก กำไรหนัก เดิมพันตัวเดียวเปลี่ยนชีวิต บางคนอาจทำเงินได้นับ 100% ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยิ่งเทรดนานโดยไม่ได้บริหารความเสี่ยงที่ดีพอ กำไรกี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เปลี่ยนเป็นตัวแดงได้ไม่ยาก


Jesse Livermore เทรดเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก


เคสของคุณ Jesse Livermore น่าจะเป็นสิ่งเตือนใจได้ดีที่สุด เทรดเดอร์อย่างเขาสามารถทำเงินได้นับล้านเหรียญในเวลาเพียงไม่กี่วัน เก่งขนาดที่ว่าธนาคาร J.P. Morgan ต้องมาขอร้องให้เขาหยุดขายชอร์ท แต่ชีวิตก็ต้องพบเจอกับการล้มละลาย 3-4 ครั้ง ก่อนที่จะปลิดชีวิตตัวเองอย่างน่าสลด เพียงเพราะไม่ทำตามแผน และที่สำคัญคือ ไม่บริหารความเสี่ยงตามแผน


แต่จะรู้ได้อย่างไรเล่า ว่าควรบริหารความเสี่ยงแบบไหน วิธีเดียวที่จะรู้ได้ก็คือ “จดบันทึกการเทรด” บันทึกการเทรด อาจเป็นสิ่งเดียวที่บอกเราได้ ว่าที่ผ่านมา เราทำตามแผนแค่ไหน และแผนการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงที่เราทำอยู่ ใช้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน เรื่องง่ายๆ แต่เปลี่ยนชีวิตคนได้ ราวกับเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว


Bennett A. Mcdowell ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้


คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์ (Bennett A. Mcdowell) ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือบริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ ได้เปรียบเปรยอะไรบางอย่างไว้ค่อนข้างน่าสนใจ เขากล่าวว่า การบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้อง จะทำให้เทรดเดอร์ยินดีกับการขาดทุนมากขึ้น


ไม่ใช่ว่าเทรดทุกครั้งแล้วหวังขาดทุน แต่ทุกครั้งที่ขาดทุน เราจะรู้ว่าในอีกไม่ช้าก็จะกลับมามีกำไรได้ไม่ยาก สมมติว่าแผนการเทรดที่เราใช้อยู่มีความแม่นยำที่ 40% (win rate) ความหมายก็คือ ทุกๆ การเทรด 10 ครั้ง จะมีอยู่ 4 ครั้งที่กำไร และ 6 ครั้งที่ขาดทุน นั่นแปลว่า หากเราเทรดไปแล้วสัก 5 ครั้ง เราย่อมรู้ว่าโอกาสกำไรมันจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกขณะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะกลับมากำไรเมื่อไหร่? มันก็มาจากการจดบันทึกการเทรดนี่ล่ะ


ถ้าเป็นการเทรดโดยไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ เทรดขาดทุนติดกัน 5 ครั้งอาจหมายถึงขาดทุน 50% ก็ได้ (หรืออาจถึงขั้นหมดตัวถ้าเป็นการเทรดอนุพันธ์) แต่การบริหารความเสี่ยง ที่ช่วยจำกัดการขาดทุน แต่ไม่จำกัดกำไร จะทำให้เราอยู่ในตลาดได้นานขึ้น เพื่อรอคอยวันที่จะกลับมา “กำไร” อีกครั้ง


เห็นความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงหรือยังครับ ?

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน