สรุปหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ตอนที่ 3

Last updated: Mar 11, 2019  |  521 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


ทำไมเราถึงสนใจกับคำว่าชนะหรือแพ้ ?


ทุกคนเข้ามาในสนามแห่งการลงทุนก็เพราะต้องการเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครอยากเป็นผู้แพ้ที่ต้องขาดทุนแม้แต่บาทเดียวอยู่แล้ว แต่ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น (อาจไม่เกิน 20%) ที่ทำเงินได้ ส่วนที่เหลือคือเหยื่อของตลาด


คำว่า "เหยื่อ" ไม่ได้หมายถึงคนที่เทรดแล้วขาดทุนทุกครั้ง ถ้าเป็นแบบนั้นเขาคงจะเป็นคนที่โชคร้ายเกินไปหน่อย แต่เหยื่อในที่นี้ อาจเป็น "เหยื่อ" ที่เคยได้กำไรมาก่อน ตั้งแต่หลักสิบเปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่น่าสนใจคือ กำไรมากแค่ไหนก็ยังเป็นเหยื่อได้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดูย้อนแย้ง คนที่กำไรมากๆ จะเป็นเหยื่อได้อย่างไรกันเล่า ?




อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่เคยไปคาสิโน แต่มั่นใจว่าทุกคนคงนึกภาพออกถึงบรรยากาศในนั้น แสง สี เสียง ที่แสนจะชวนเร้าอารมณ์ พร้อมเครื่องดื่มและเครื่องเล่นมากมายให้เราสนุกสนานกับการพนัน แน่นอนว่ามีคนที่ได้กำไร หรือถ้าโชคดีกว่านั้น บางคนถึงขั้นได้เงินกลับบ้านนับล้าน แล้วแบบนี้คาสิโนไม่กระอักเลือดตายเลยเหรอ ?


อันที่จริงแล้ว คาสิโนไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าจะมีคนที่ชนะรางวัลแจ็คพ็อตเท่าไหร่ ไม่สนด้วยซ้ำว่าใครจะชนะหรือแพ้ แต่เขากำลังเล่นกับ "ความน่าจะเป็น" ในบรรดาคนนับพันที่เข้ามาเล่น จะมีสักกี่คนที่เป็นผู้ชนะแล้วได้เงินกลับบ้าน ยังไงก็น้อยกว่าคนที่แพ้อยู่แล้ว คาสิโนอาจต้องแพ้และจ่ายเงินให้กับผู้ชนะประมาณหนึ่ง แต่ก็ได้เงินก้อนใหญ่กว่าจากผู้แพ้หลายๆ คนรวมกัน


พอเห็นภาพอะไรไหมครับ ? ถ้าเราเปลี่ยนจากคาสิโนเป็นตลาดหุ้น แล้วเปลี่ยนจากนักพนันแต่ละคนให้เป็นหุ้นแต่ละตัว ชีวิตเราอาจเคยเทรดหุ้นมานับพันและไมได้กำไรทุกครั้ง แต่ขอแค่มีครั้งที่ชนะมากกว่าที่แพ้ หรือการชนะแต่ละครั้งได้เงินมากกว่าตอนที่แพ้ ในระยะยาวแล้ว เราก็คือผู้ชนะอยู่ดี "ความสม่ำเสมอ" คือหัวใจของเกมการเงินนี้ ไม่ใช่การชนะทุกครั้ง




ตัวอย่างของข้อพิสูจนี้ เป็นเรื่องราวของเพื่อนผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ (คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์) ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ด้วยเงินประมาณ 50,000 เหรียญเมื่อปี 1996 และใช้เวลาแค่ 4 ปี ก็ทำให้เงินก้อนนี้เติบโตขึ้นเป็น 1 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นมาจากเดิมถึง 20 เท่า ดูยังไงเขาก็เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ของตลาดหุ้น


ดัชนี NASDAQ รายสัปดาห์ ซึ่งเป็นดัชนีที่เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี


แต่เมื่อตลาดหุ้นล่มสลายในปี 2000 เพราะวิกฤตหุ้นเทคโนโลยี เงินลงทุนของเพื่อนเขาก็เหลือศูนย์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังมีเงินมากพอให้เกษียณได้แบบสบายๆ ถ้าเพื่อนผู้เขียนยอมรับความผิดพลาดตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่หุ้นลง โศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็คงไม่เกิด การชนะมาตลอด จึงไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย




คนที่นิยมความสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่าง ยิ่งต้องระวังเข้าไปใหญ่ ผู้เขียนกล่าวว่า อาชีพบางอย่างก็มีผลต่อวิธีคิด คุณแม็คโดเวลล์ยกตัวอย่างถึงอาชีพนักบิน การบินที่ระดับ 30,000 ฟุตขึ้นไปไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้เลย เพราะความผิดพลาดอาจนำพาเครื่องบินให้โหม่งโลก จึงกลายเป็นคนที่นิยมความสมบูรณ์แบบ แบบที่ไม่ได้ตั้งใจ


แต่เมื่อมาเกี่ยวข้องกับการลงทุน พวกเขาจึงพยายามหาวิธีการที่ได้กำไรแน่ๆ 100% แบบไม่ผิดพลาด ไม่ต้องขาดทุน ไม่ต้องบริหารความเสี่ยง แต่คุณแม็คโดเวลล์ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า การตัดขาดทุนไม่ใช่ความผิดพลาดในการบิน มันแค่ปรับเส้นทางการบินเมื่อเจอหลุมอากาศก็เท่านั้นเอง




คำถามสำคัญคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการแพ้หรือชนะในแต่ละการเทรด จะนำเราไปสู่การเป็นเทรดเดอร์ผู้ชนะในระยะยาว มันก็กลับมาสู่เรื่องพื้นฐานที่สุด "วิธีการเทรดที่ใช้คืออะไร" นักลงทุนหรือเทรดเดอร์แต่ละคนล้วนมีวิธีการที่ต่างกัน ซึ่งไม่มีผิดหรือถูก แต่เรารู้จักวิธีการที่ใช้งานอยู่มากน้อยแค่ไหน มันมีโอกาสแพ้กี่เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ยกำไรต่อครั้งเท่าไหร่


สมมติวิธีการที่ใช้อยู่ มีโอกาสได้กำไร 60% ทุกการซื้อขาย 10 ครั้ง จะมีอยู่ 6 ครั้งที่เราอาจจะได้เงิน และที่เหลือคือเราอาจจะเสียเงิน ดังนั้น หากระหว่างทางที่เราซื้อขายอยู่ มันจะมีช่วงที่ขาดทุนบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสุดท้าย ค่าเฉลี่ยในระยะยาวมันจะต้องเป็นไปตามวิธีการที่เราใช้เสมอ


แต่อย่าหวังเลยว่าจะเทรดชนะทุกครั้ง

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน