สรุปหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ตอนที่ 4

Last updated: Mar 12, 2019  |  284 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


ตอนนี้เราใช้วิธีการอะไรเพื่อซื้อขายหุ้นครับ ?


วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ดูอัตราส่วน PE ร่วมกับอัตรากำไรสุทธิ ร่วมกับอัตราการเติบโต ร่วมกับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ฯลฯ หรือวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค ดู chart pattern ร่วมกับวอลุ่ม ร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ย ร่วมกับ MACD ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดมันก็ล้วนเหมาะสมถ้ามันเข้ากับตัวเรา แต่คำถามเดียวคือ จริงๆ แล้ววิธีการที่เราใช้มันมี “ประสิทธิภาพ” แค่ไหนกันแน่?


แรกเริ่มเดิมที คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้น อาจเริ่มต้นด้วยการ “ทำตาม” เป็นหลัก ไม่ว่าจะใช้วิธีการตามเพื่อน ตามหนังสือ หรือตามเซียนต่างๆ ด้วยเพราะเชื่อว่า วิธีเหล่านั้นมันมีความน่าเชื่อถือ และถูกพิสูจน์มาแล้วว่ามันน่าจะได้ผล เพราะไม่เช่นนั้น วิธีการดังกล่าวคงไม่ถูกเผยแพร่จนได้รับความนิยมไปทั่ว


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีจริงอย่างที่เราคิด




วิธีการลงทุนมากมายที่เราอาจเคยได้ยินได้ฟังมา คงมีไม่กี่วิธีเท่านั้นที่จะบอกข้อมูลอย่างละเอียดว่ามันมีประสิทธิภาพสักแค่ไหน ซึ่งประสิทธิภาพนี้ หมายถึงข้อมูลประเภทโอกาสชนะ โอกาสแพ้ กำไรเฉลี่ยต่อครั้ง ขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้ง กำไรที่อาจได้มากที่สุด ขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นมากที่สุด ฯลฯ


เราเคยรู้หรือเอะใจมาก่อนไหม ว่าวิธีเทรดที่ใช้อยู่มันดีจริง? นี่คือสิ่งที่คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์ (Bennett A. Mcdowell) ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามแก่นักลงทุนหนือเทรดเดอร์ทุกคน แค่ข้อมูลตัวแรก อาจมีไม่กี่คนด้วยซ้ำที่ตอบด้วยความมั่นใจว่าวิธีการของเรามีโอกาสชนะเท่าไหร่ นั่นเท่ากับว่า คนที่กำลังลงทุนด้วยวิธีการที่ไม่สามารถบอกข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพเหล่านี้ได้ อาจกำลังเทรด (หรือลงทุน) ในแบบที่ไม่ต่างจากการพนันสักเท่าไหร่เลย




“เก็บข้อมูลย้อนหลัง” และ “ซื้อขายจำลอง” คือสองแนวทางที่ทำให้รู้ประสิทภาพของวิธีการลงทุนที่เราเลือกใช้ แนวทางแรก การเก็บข้อมูลย้อนหลัง (backtesting) สามารถทำได้โดยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ย้อนหลังไปในอดีต แล้วทำเสมือนว่า เรากำลังซื้อขายด้วยข้อมูลของหุ้นในอดีต ณ ตอนนั้น


คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้


เช่น หากนักลงทุนวางแผนไว้ว่าจะซื้อหุ้นเมื่อค่า PE ต่ำกว่า 8 เท่า และขายเมื่อค่า PE สูงกว่า 20 เท่า แล้วเปิดดูข้อมูลหุ้น XYZ ย้อนหลังไปหลายๆ ปี จนพบว่าในปี 2006 หุ้นตัวดังกล่าวมีค่า PE อยู่ที่ 7 เท่า ซึ่งแน่นอน มันตรงกับแผนการที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ดังนั้น เราจะต้องจดบันทึกราคาที่ซื้อ ณ ตอนนั้นว่าอยู่ที่เท่าไหร่ และดูต่อไปว่า ช่วงที่หุ้น XYZ มีค่า PE เกิน 20 เท่า ราคาอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะนั่นคือจุดที่เราจะขาย


เมื่อเก็บข้อมูลในหุ้น XYZ ได้หลายๆ ครั้ง รวมถึงเก็บข้อมูลกับหุ้นอีกหลายๆ ตัว นักลงทุนจะเริ่มรู้ได้ว่าวิธีการนี้มีโอกาสกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ กำไรเฉลี่ยต่อครั้งเท่าไหร่ นี่คือการดูประสิทธิภาพของวิธีการลงทุนในแบบแรก




แนวทางที่สอง คือการซื้อขายจำลอง (papertrade) แนวทางนี้ไม่ได้ต่างจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังเท่าไหร่นัก เพียงแต่การซื้อขายจำลอง จะเป็นการเก็บข้อมูลจากสภาพตลาดที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ ไม่ใช่การเก็บจากข้อมูลย้อนหลังในอดีต


จากแผนการลงทุนอันเดิม หุ้น XYZ ตอนนี้มีค่า PE อยู่ที่ 8 เท่า ก็ให้นักลงทุนจดบันทึกไว้ว่าซื้อที่ราคาเท่าไหร่ จากนั้นก็รอให้ราคาหุ้นวิ่งไปที่ค่า PE 20 เท่า แล้วจดบันทึกไว้ว่าเราจะได้ขายที่ราคาเท่าไหร่ เสมือนว่ากำลังซื้อขายจริงไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งสองแนวทางนี้เองที่ทำให้เรารู้ประสิทธิภาพของวิธีการลงทุนที่ใช้




เมื่อเรารู้ถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของมัน บางคนอาจพบความจริงว่า วิธีการลงทุนที่ใช้อยู่ มีโอกาสกำไรเพียงแค่ 30% หรือพบว่าวิธีการที่ใช้อยู่มีโอกาสกำไรถึง 80% แปลว่าวิธีการแรกไม่ดี แล้วควรจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการที่สองใช่หรือไม่ คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่


หากวิธีแรกมีโอกาสกำไรเพียง 30% ซื้อขาย 10 ครั้ง มีโอกาสได้กำไรเพียงแค่ 3 ครั้ง แต่ถ้าในครั้งที่ได้กำไร สามารถสร้างกำไรได้มากกว่าขาดทุนหลายๆ เท่าตัว เช่น กำไรแต่ละครั้งอาจจะอยู่ที่ 100 บาท ในขณะที่ขาดทุนต่อครั้งเพียงแค่ 1 บาท โอกาสชนะที่น้อยนิดมันก็คุ้มค่า และในทางกลับกัน หากโอกาสชนะเรามีถึง 70% แต่ถ้าในครั้งที่ชนะเราได้กำไรแค่ครั้งละ 1 บาท แต่ขาดทุนเป็นเงินถึง 100 บาทในครั้งที่แพ้ การนำวิธีนี้ไปใช้งานจริงอาจสร้างหายนะให้แก่เทรดเดอร์ได้ไม่ยาก


ถามตัวเองอีกครั้ง เรารู้จักวิธีการที่ใช้อยู่ดีแค่ไหน ?

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน