สรุปหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ตอนที่ 5

Last updated: Mar 13, 2019  |  293 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


"ขายแล้วเด้งใส่หน้า" อาการนี้หลายๆ คนคงเจอกันบ่อย แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมพอเวลาขายหุ้นทิ้ง ตลาดหุ้นเหมือนจะรู้ว่าเราขาย จึงลากราคาให้วิ่งกลับไปจนเราช้ำใจเล่น โดยเฉพาะตอนที่ขายตัดขาดทุน ทำตามแผนแล้วแท้ๆ แต่ราคากลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด


แต่ละคนต่างก็มีตัวเลขการตัดขาดทุนในใจที่ไม่เท่ากัน บ้างก็บอกว่าควรตัดขาดทุนเมื่อราคาลงมา 5% บ้างก็ 10% คำถามคือ ตัวเลขที่เราเชื่อต่อๆ กันมาเหล่านี้ เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือค่าที่เหมาะสมกันล่ะ ?




จากในหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์ (Bennett A. Mcdowell) ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า การตัดขาดทุนไม่ได้มีแค่แบบเดียวนะ แต่มันมีถึง 7 แบบ เริ่มตั้งแต่ stop loss หรือการตัดขาดทุนแบบปกติที่เรารู้จักกัน, trailing stop หรือขายแบบล็อกกำไร, ขายที่แนวรับ, ขายที่แนวต้าน, ขายเมื่อราคาลงติดกัน 3 วัน ฯลฯ


จะเห็นว่า การตัดขาดทุนแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว มันคือการตัดขาดทุนแบบแรกและแบบที่สองเท่านั้นเอง


คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้




ผู้เขียนย้ำตลอดเกือบทั้งเล่มว่า ตัวเลขการตัดขาดทุนนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดขึ้นมาได้แบบลอยๆ มันต้องมีที่มีและคำอธิบายว่า เพราะอะไรเราถึงใช้ตัวเลขนี้ หรือทำไมต้องตัดขาดทุนที่ตรงนี้ การหาจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสม จึงไม่ได้มาจากการนั่งเทียนคิด แต่ต้องมาจากการเทรดจริงๆ เพื่อดูว่าควรขายตรงไหนถึงจะดีที่สุด


แน่นอนว่า ในระยะแรกๆ เราอาจกำหนดตัวเลข stoploss ที่ตายตัวออกมาก่อน เช่น จะขายหุ้นทันทีเมื่อราคาร่วงมาเกิน 5% หากในการตัดขาดทุน 10 ครั้ง ถ้าขายแล้วลงจริงก็ถือว่าดีหน่อย แต่ถ้าขายแล้วเด้งใส่หน้ามากกว่าปกติ ก็ควร “ปรับ” เปอร์เซ็นต์การขาดทุนให้ลึกขึ้น




สมมติว่าเราปรับ stoploss เพิ่มเป็น 10% แล้วจำนวนครั้งที่ขายแล้วเด้งใส่หน้า ลดลงแบบมีนัย นั่นอาจแปลว่า เรากำลังเจอจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมกับวิธีการที่ใช้เข้าให้แล้ว นอกจากการตัดขาดทุนแบบ stop loss ตามปกติ วิธีตัดขาดทุนอื่นๆ ก็ควรอาศัยการเก็บข้อมูลลักษณะนี้เพื่อหาจุดขายที่เหมาะสมด้วย เพราะมันดีกว่านั่งคิดเองเออเองโดยไม่มีเหตุผลรองรับเป็นไหนๆ




ในการตัดขาดทุนบางประเภท เช่น การตัดขาดทุนที่แนวรับหรือแนวต้าน ผู้เขียนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าควรจะกำหนดจุดเผื่อเอาไว้ด้วยเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งที่มีราคา 12 บาท และแนวรับอันแข็งแกร่งของหุ้นตัวนั้นอยู่ที่ 11 บาท จุดตัดขาดทุนของเราไม่ควรจะอยู่ที่ 11 บาทตาทแนวรับแบบเป๊ะๆ แต่ควรจะเผื่อลงมาอีกหน่อย เช่น 10.80 บาท เหตุผลก็คือ เผื่อระยะให้ราคาหุ้นที่อาจจะผันผวนมากกว่าปกติ


กราฟราคาหุ้น SYNEX รายวัน จะเห็นว่าเส้นสีฟ้าที่ราคาประมาณ 11 บาท เป็นแนวรับของหุ้น SYNEX ในระยะสั้น แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคาหุ้นลงมาปิดต่ำกว่า 11 บาท ก่อนที่จะวิ่งกลับขึ้นไปตามเดิม


นอกจากนี้ หากเป็นการเทรดในตลาดที่สามารถตั้งราคาขายตัดขาดทุน หรือขายล็อกกำไรได้ล่วงหน้า ก็ไม่ควรตั้งในระดับราคาที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่เห็นได้ชัด เพราะมีโอกาสสูงที่ market maker หรือคนที่มีเงินทุนมากพอ จะผลักดันราคาให้ไปโดนจุดที่เราตั้งขายไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้เราเสียโอกาสได้




ตัวเลขการตัดขาดทุนที่เหมาะสม ส่วนใหญ่มักจะแปรผันไปตามปัจจัยไม่กี่อย่าง ถ้าไม่ใช่วิธีการเทรด ก็จะแปรผันไปตามสภาพของตลาด ถ้าเป็นคนซื้อขายในกรอบเวลาสั้นๆ ถือหุ้นไม่เกินหนึ่งวัน ตัวเลขการตัดขาดทุนที่เหมาะสมอาจจะอยู่ที่เพียง 1-3% ก็ไม่แปลก


แต่ถ้าเป็นกลยุทธ์ที่ถือหุ้นยาวนานขึ้นมาหน่อย ตัวเลขก็อาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 5% 10% หรือกระทั่ง 15% และยิ่งหากเป็นหุ้นที่มีความผันผวนสูง ตัวเลขการตัดขาดทุนก็อาจต้องสูงขึ้นตาม เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของราคา ในประเด็นนี้ คุณมาร์ค มิเนอร์วินี (Mark Minervini) ที่ใครต่างก็ยกให้เขาเป็นเทพของการลงทุนแบบ trend following เคยให้คำแนะนำไว้ว่า จะใช้จุดตัดขาดทุนเกิน 10% ก็ได้นะ แต่หุ้นตัวที่ราคาย่อเกิน 10% ก็มักจะเสียเทรนด์ไปแล้ว  บทความที่เกี่ยวข้อง 




เท่ากับว่า จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมเป็นเรื่อวที่มีความสำคัญไม่น้อย มากไปก็ทำให้เราถือหุ้นแย่ น้อยไปก็ทำให้เราพลาดโอกาส เห็นอย่างนี้แล้ว ยังจะอยากตั้งจุดตัดขาดทุนแบบตามใจฉันอยู่อีกไหม ?

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน